กาญจนบุรี : ใครๆ ก็ไปกัน : ไหว้พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐ

 

กาญจนบุรี …. นั่นมีอะไร ทำไม ใครๆ เขาก็ไปกัน  

อยากรู้กันอะป่าว ??

เพราะฉะนั้นทริปนี้จะพาทุกคนไปเที่ยวกาญจนบุรีกันแบบอัดเต็มไปด้วย 

ความสนุก ความชิล และได้บุญด้วยนะเออ 

8-2

 

ทริปนี้นุ้ยบินตรงจากภูเก็ต เข้าสู่กรุงเทพด้วยสายการบินนกแอร์  

วันนี้นุ้ยมาก่อนเวลาเยอะเลย  แม้ว่าจะเช็คอินออนไลน์มาแล้ว 

ซึ่งการเช็คอินออนไลน์ สามารถเช็คอินได้ทาง  www.nokair.com  หรือ  Nok Air Application 

แต่ถ้าใครไม่ได้เช็คอินมาก่อน อย่าลืมนะว่า เคาน์เตอร์เช็คอินปิด 45 นาที  (สำหรับเส้นทางในประเทศ) ก่อนเครื่องออก 

แต่ถ้าไม่มีสัมภาระ ออนไลน์ สะดวกสุดเลยละ 

 

1-1

 

ไฟท์นี้นุ้ยบินกับนกสีฟ้า ลำนี้ชื่อว่า นกน่านฟ้า  
1-3

1-4 1-5

 

 

 

 

 

 

 

 

จากภูเก็ตเข้า กรุงเทพ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที หลับยังไม่เต็มตื่นก็ถึงแล้ว 
1-7

 

นุ้ยจะเป็นพวกสัมภาระเยอะ เพราะเดินทางครั้งหนึ่ง หลายวันติดต่อกัน (ก็ชีวิตมันคือการเดินทางนี่เนอะ )

การเช่ารถจึงเป็นสิ่งที่สะดวกที่สุดสำหรับนุ้ย เหมือนเดิม เจ้าเก่า เจ้าเดิม 

สำหรับสาขาดอนเมืองเคาเตอร์จะอยู่ที่เทอมินอล 2  ออกมาปุ๊บก็เจอเลยค๊า 

ลองเช็คข้อมูลรถ โปรโมชั่นกันก่อนได้เลย   http://www.avisthailand.com/TH/

แนะนำว่าจองล่วงหน้าจะถูกกว่าเยอะ 

 

3

2

 

เป้าหมายแรกของทริปนี้คือ  พุทธอุทยานพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ในพระบรมราชินูปถัมภ์   ที่วัดทิพย์สุคนธาราม

เขาเล่าว่าถ้าได้ไปกราบสักการะ  ชีวิตจะพบกับความร่วมเย็นเป็นสุข

ได้ยินแบบนี้ ไปถึงกาญจนบุรีทั้งที จะพลาดได้ไง จริงมั๊ย   

พุทธอุทยานพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ในพระบรมราชินูปถัมภ์

ตั้งอยู่ที่ ตําบลดอนแสลบ อําเภอหวยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี

การเดินทาง 

ใช้เวลาเดินทางจากกกรุงเทพประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าเท่านั้น สามารถไปได้ 2 เส้นทาง 

 เส้นทางที่ 1 เริ่มต้นที่ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 หรือถนนกาญจนาภิเษกด้านตะวันตก ผ่านอำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 จนถึงอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี จากนั้นจึงเลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 324 จนถึงอำเภออู่ทอง จึงเลี้ยวไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3342 ประมาณ 18 กิโลเมตร ก็จะพบกับทางเข้าวัดทิพย์สุคนธาราม

เส้นทางที่  จากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าสู่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 346 ผ่านอำเภอกำแพงแสน ไปจนถึงหลวงแผ่นดินหมายเลข 324 จนกระทั่งถึงทางแยก อู่ทอง-บ่อพลอย จึงเลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3342 อีกประมาณ 18 กิโลเมตร จะพบกับทางเข้าวัดทิพย์สุคนธาราม

oc5h36hzebdvprnytvq-o

บริเวณนี้เป็นหน้าประตูทางเข้า 

img_0895

 

ก่อนจะเข้าไปเที่ยวชมกันแบบจริงๆ จัง 

ขอเล่า ประวัติ กันก่อนสักนิด  

พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์  เกิดจากความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา

ของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) พระนักปราชญ์ที่มีศักยภาพสูงรูปหนึ่งของวงการคณะสงฆ์ไทย

อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม และอดีตเจ้าอาวาสวัดชนะสงครามที่จะสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ สูง 32 เมตร

สื่อถึงอาการแห่งกายครบบริบูรณ์ทั้ง 32 ประการ ของมนุษย์ บนเนื้อที่กว่า 320 ไร่ ณ วัดทิพย์สุคนธาราม

พร้อมไปกับการเป็นศูนย์รวมจิตใจและบำรุงขวัญพุทธศาสนิกชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้ ให้ยั่งยืนสืบไป

โดยท่านได้ให้นามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์”

อันเป็นนามที่มีความหมาย 3 ประการ คือ

  1. เป็นพระพุทธรูปซึ่งเป็นที่พึ่งของประชาชนชาวไทยและชาวโลก
  2. เป็นพระพุทธรูปซึ่งเป็นที่พึ่งของสามโลกได้แก่ โลกสวรรค์ โลกมนุษย์และยมโลก
  3. เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง พระพุทธรูปแห่งบามิยัน ประเทศอัฟกานิสถาน

 

ด้วยเห็นว่า “ประชาชนที่อาศัยโดยรอบบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ต่างประกอบอาชีพเกษตรกรรม  แต่ฟังมาแล้วฝนไม่ตกหลายปี

การขนส่งบรรทุกน้ำมาใช้ก็เป็นเรื่องยาก และใช้เงินมากพอสมควร ได้ฟังมาว่าเนื้อที่ตรงนี้ดี แต่กักเก็บน้ำไม่อยู่

ก็คิดว่าหากเราสร้างพระพุทธรูปสักองค์ก็ต้องสร้างเป็นปางคันธารราฐหรือปางขอฝน บางทีอาจจะช่วยให้ฝนฟ้าตกได้ ”

เจ้าประคุณสมเด็จฯ ใช้เวลาหลายปีในการบอกอนุโมทนากับผู้ใจบุญ และศิษยานุศิษย์

โดยได้ลงมือปั้นหุ่นจำลองพระต้นแบบด้วยตนเอง

รวมทั้งเดินทางไปดูการเตรียมพื้นที่ก่อสร้างอย่างสม่ำเสมอ แม้แต่ในช่วงที่อาพาธอยู่

เนื่องจากมีปณิธานอันแน่วแน่ว่า หลวงพ่อพระพุทธเมตตาฯ

จะสร้างความสุขให้แก่ชาวบ้านให้มีฝนตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์
 
ด้วยพระพุทธานุภาพแห่งพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์

ในวันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม 2553 (วันวิสาขะบูชา) สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ได้เสด็จพระราชดําเนินไปในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และทรงสดับพระธรรมเทศนา ณ วัดชนะสงคราม

สมเด็จพระมหาธีราจารย์  จึงได้ถวายพระพรถึงเรื่องความตั้งใจที่จะสร้างพระพุทธรูปดังกล่าว

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงรับเป็นพระราชธุระ ที่จะทรงช่วยให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม

ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณรับโครงการฯ ไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์

ในวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2554 เพื่อเป็นการรำลึกถึงสมเด็จสมเด็จพระมหาธีราจารย์

ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดที่จะสร้างพระพุทธรูปองค์นี้โดยดำเนินการภายใต้ชื่อ

“โครงการจัดสร้างพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ ในพระบรมราชินูปถัมภ์”

นับจากนั้น โครงการจัดสร้างพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ ในพระบรมราชินูปถัมภ์

จึงได้ดำเนินการสืบเนื่องมาโดยลำดับ โดยการดำเนินงานนั้น

ได้รับเกียรติจาก พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ

เข้าร่วมเป็นประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ และประธานคณะกรรมการฝ่ายออกแบบ

ในการกำหนดผังบริเวณ กลุ่มอาคารประกอบต่างๆ

รวมถึงรูปแบบองค์พระที่ดำเนินการตามต้นแบบพุทธลักษณะเดิมที่สมเด็จพระมหาธีราจารย์ริเริ่มไว้ 

ซึ่งยังคงรับอิทธิพลจากรูปแบบศิลปะคันธารราฐของพระพุทธรูปศิลาจำหลักนูนสูง

บนเพิงผาที่บามิยันประเทศอัฟกานิสถานไว้อย่างครบถ้วน

โดยมีลักษณะเป็นพระพุทธรูปทรงประทับยืน (สมภังคะ) ครองจีวรห่อคลุมพระหัตถ์

แสดงปางขอฝนด้วยการยกพระหัตถ์ขวาขึ้นหันฝ่าพระหัตถ์ออกในระดับพระอุระ (อก)

เป็นกิริยากวักเรียกฝน พระหัตถ์ซ้ายยกหงายขึ้นในระดับพระโสณี (สะโพก) เป็นกิริยารองรับน้ำฝน

ที่มีลักษณะทางกายวิภาคที่เหมือนจริงตามธรรมชาติที่งดงามที่สุดองค์หนึ่งในราชอาณาจักรไทย

——————

ทั้งนี้ขณะที่เราเข้าชมนิทรรศการ จะมีวิทยากรเล่าประวัติให้เราฟัง ตั้งแต่ต้นจนจบ

แต่เพื่อความไม่คลาดเคลื่อนของข้อมูล นุ้ยจึงได้นำประวัติข้อมูลมาจากเว็บ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

(ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.crownproperty.or.th/)

 

img_0995

 

กลับมาเข้าสู่การเดินทางของเราต่อ

นุ้ยเดินทางมาถึงในช่วงบ่ายแก่ๆ  ซึ่งเป็นวันธรรมดาคนค่อนข้างน้อย

มาถึงปุ๊บก็ไปหาอะไรกินกันก่อน เพราะนี้ก็บ่ายแก่ๆ แล้ว

เดินเข้ามาโรงอาหาร ที่นั่งสะดวกสบาย ร้านอาหารที่เปิดวันนี้มีไม่เยอะมาก อาจจะเป็นเพราะเป็นวันธรรมดา

img_0900

img_0902

img_0905

 

 

 

 

 

 

 

 

นั่งกินเพลิน กินอยู่พักใหญ่ ชาร์ตทั้งแบตร่างกาย และแบตโทรศัพท์เรียบร้อย ก็พร้อมลุกไปกราบพระพุทธเมตตาแล้ว

เหลือไปมองป้าย รู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะพลาดรอบสุดท้าย ของการเข้าชม อาคารนิทรรศการอนุสรณ์แห่งการตื่นรู้

ซึ่งการเข้าชม จะมีวิทยาการเป็นผู้บรรยาย ทุกรอบ ซึ่งมีทั้งหมดวันละ 7 รอบ   รอบละ 50 ท่าน

ถึงแม้ว่าจะไม่ครบมีวิทยากรพาเราเข้าไป และบรรยายให้

สำหรับเวลาดูจากรูปได้เลย    ที่สำคัญวันจันทร์ปิดนะคะ

img_0898

หลังจากรู้ตัวว่ากำลงจะพลาด

นุ้ยก็รีบเดินมายังอาคารนิทรรศการอนุสรณ์ แห่งการตื่นรู้

ซึ่งด้านในจะมีรถคอยบริการรับส่งด้วยนะคะ รวมถึงมีจักรยานให้เช่าฟรีด้วย

แต่ไม่ได้ไกลมาก เดินดีกว่า จะได้ดูโน่นนี่นั่น  ขนาดนางรีบ นางยังจะชิล

img_0911

img_0914

img_0954

 

 

 

 

 

 

 

 

อนุสรณ์สถานแห่งการตื่นรู้ แบ่งออกเป็น 4 โซน

โซนที่ 1    บริเวณทางเข้าสู่อาคารนิทรรศการ จัดแสดงประวัติความเป็นมาของโครงการฯ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น จวบจนการสร้า และ ความสัมพันธ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์กับพระพุทธศาสนา 

พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์  เป็นปณิธานอันแรงกล้าของสมเด็จพระมหาธีราจารย์

ที่จะสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งพระพุทธรูปเมืองบามิยัน ประเทศอัฟกานิสถาน

อายุเกือบ 2,000 ปี ที่ถูกระเบิดทำลายลง ยังความเศร้าสะเทือนใจแก่ชาวพุทธทั่วโลก

ทำให้พื้นที่แห้งแล้งในตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกระเจา เปลี่ยนเป็นสวนป่าแห่งพุทธธรรม ที่ให้ความร่มรื่น ชุ่มเย็น

 

รูปหล่อ องค์สมเด็จพระมหาธีราจารย์

img_0921

 

ทางเดินเข้าไปด้านใน

img_0922

img_0926

 

ภาพขั้นตอนการสร้าง เริ่มตั้งแต่การปั้นต้นแบบ และขั้นตอน ต่างๆ

 

img_0929

img_0928

img_0932

 

 

ฐานพระบาทจำลอง แสดงขั้นตอนทางวิศวกรรมการสร้างและการออกแบบที่ปลอดภัย

img_0927 img_0930 img_0934 img_0936

 

โซนที่ 2 จัดแสดงนิทรรศการเรื่องของการเดินทางของพระพุทธศาสนาจากดินแดนชมพูทวีป

สู่ดินแดนสุวรรณภูมิการหยั่งรากของพระพุทธศาสนาลงบนดินแดนสุวรรณภูมิจวบจนปัจจุบัน

โดยโซนนี้จะมีการฉายเป็นภาพยนต์ แบบ 360 องศา

“พระเจ้าอโศกมหาราชอัครศาสนูปถัมภกผู้ยิ่งใหญ่”กษัตริย์นักรบที่ยิ่งใหญ่ ผู้ทรงวางดาบจากการศึกสงครามหันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาพระเจ้าอโศกมหาราชเสด็จจาริกไปยังสถานที่ที่พระพุทธองค์ ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพานทั้งโปรดให้สร้างเสาพร้อมจารึกว่า สถานที่แห่งนั้นเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าอย่างไร และโปรดให้จารึกบนก้อนหินธรรมชาติตามสถานที่ต่างๆทรงสร้างพระสถูปเจดีย์จำนวนมากทั่วชมพูทวีป

เมื่ออินเดียหรือชมพูทวีปตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ ชาวตะวันตกเริ่มศึกษาค้นคว้าประวัติของพระเจ้าอโศกมหาราชและจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราชนี้เองที่ทำให้ชาวตะวันตกยอมรับว่า “พระพุทธเจ้าทรงมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์”

img_0938

img_0941

img_0942

 

ส่วนที่ 3 จัดแสดงสัญลักษณ์และเครื่องหมายแห่งการระลึกถึงพระพุทธศาสนา

ตลอดจนหลักปรัชญาและคติคำสอนเพื่อการเข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา

“เจติยะ” สิ่งที่ควรบูชา คือ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการสื่อสารทางพระพุทธศาสนาเพื่อเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

img_0948

img_0945

 

ส่วนที่ 4 จัดแสดงเรื่องราวของการสืบทอดพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชนจากทั่วโลกที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน

ประติมากรรม  ที่มีรูปทรงคล้ายวิหารนี้ สร้างสรรค์ขึ้นมาให้ผู้ชมจินตนาการถึงสถานที่อันเปี่ยมไปด้วยพุทธิปัญญา

เป็นแหล่งเรียนรู้พุทธธรรมเพื่อเข้าถึงแก่นของธรรมะที่พุทธเจ้าทรงเผยแพร่มายาวนาน

ด้านนอกเห็นความงามของวิหารอันสง่าสีขาวบริสุทธิ์ แสดงถึงสัญลักษณ์ของความเป็น “เปลือก”

เปลือกที่เป็นภายนอกของสรรพสิ่งที่มักจะแสดงความงามเป็นสำคัญ ความงามของเปลือกดึงดูดใจให้เกิดปิติสุข

ส่วนในอีกด้านหนึ่งคือด้านในของประติมากรรม ซึ่งผู้ชมสามารถมองเห็นเมื่อลงไปอยู่ด้านล่าง

ได้แก่ “แก่น ” โดยแก่นที่ปรากฎด้านในนั้นแสดงความว่าง

กับผิวผนังที่ขรุขระ แสดงถึงธรรมะที่ไม่ปรุงแต่งแต่เต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติ

ฉะนั้นทั้งด้านนอกและด้านในของ “วิหารแห่งจิตสำนึก” คือ “เปลือกและแก่น”

ที่เป็นความจริงแห่งพุทธธรรมเมื่อใดธรรมะเข้าถึง (แก่น) กลางใจ พระพุทธศาสนา (เปลือก)

ก็จะเจริญงอกงามสืบทอดยาวนานตลอดกาลนาน

img_0952

 

img_0951

img_0953img_0917

 

 

 

 

 

 

 

 

นุ้ยใช้เวลาอยู่ในอาคารนิทรรศการอนุสรณ์สถานแห่งการตื่นรู้ ประมาณ 45 นาที

เป็น 45 นาทีที่รู้สึกมีค่ามาก เพื่อนๆ ไปต้องห้ามพลาดเลยนะคะ

เพราะเขาเล่าว่า สักร้อยคน ไม่เท่ากับได้เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง ทุกเรื่องราวภายในอาคาร

ทำให้นุ้ยรู้สึกอยากรู้อยากเห็น ใส่ใจในรายละเอียด และลึกซึ้ง

img_0915

img_0957
หลังจากออกมาจากอาคารนิทรรศการฯ  ก็ได้เวลาไปกราบสักการะ องค์พระพุทธเมตตาประชาไทยฯ

เพื่อความสงบสุข ร่มเย็นกันแล้ว

img_0958

อย่างที่ได้รู้ประวัติ กันแล้วว่า องค์พระเมตตาประชาไทยฯ สูงถึง 32 เมตร

มีความหมายถึงความสมบูรณ์ของร่างกาย 32 ประการ

พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ เป็นพระพุทธรูปปางขอฝนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

img_0910

 

img_0959

 

เดินวนดูรอบๆ องค์พระ  มียักษ์ 2 ตน

img_0990

img_0992

 

 

 

 

 

 

 

ในบริเวณพุทธอุทยานมีอาคารอยู่หลายหลัง

ทั้งอาคารให้บริการข้อมูล อาคารนิทรรศการ อาคารโรงอาหาร อาคารของที่ระลึก

img_0960

 

แวะเข้าไปดูอาคารของที่ระลึก มีสินค้าที่ระลึกหลายอย่าง และมีของฝากจากท้องถิ่นมาวางจำหน่ายด้วย

img_0968

img_0970 img_0973

 

 

 

 

 

 

 

นุ้ยเดินเล่นถ่ายรูปอยู่จนถึงเย็นเลยทีเดียว  จนกระทั่งโรงอาหารปิด

ก็คุยกันว่าจะกลับ  แต่ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว อยู่รอเวลาอีกสักหน่อยเพราะ พุทธอุทยาน ปิด 1 ทุ่ม

อยู่รอดูช่วงเวลากลางคืนอีกสักหน่อย

img_0978

ตะวันเริ่มตกดิน ในบริเวณพุทธอุทยาน เริ่มเปิดไฟ ทั้งทางเดินไปสู่องค์พระ

และบริเวณน้ำพุ เป็นภาพที่สวยงามมาก  และในยามเย็น แบบนี้ผู้คนเริ่มทยอยกันมากราบสักการะ

img_1005

img_1020

รู้สึกคุ้มมากจริงๆ ที่ตั้งใจขับรถผ่านมาทางนี้ เพื่อกราบสักการะ

เรื่องบางเรื่องนุ้ยว่ามันยากจะอธิบายนะ  … แต่มันสัมผัส และรู้สึกได้

img_1018

 

เวลาประมาณ ใกล้ 1 ทุ่ม นุ้ยก็ออกเดินทางต่อ

ทริปนี้นุ้ยค้าง U InChantree เป็นโรงแรมในเครือยูโฮเทลนั่นเอง

ซึ่งใช้วเลาในการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง

สำหรับวันแรกวันนี้ขอฝากท้องกับอาหารค่ำจากที่พักละกัน

เป็นอาหารที่บอกได้ว่า รสชาติดีที่เดียว เมนูแรกต้มข่าไก่

 

img_1028

ปลาทอดสมุนไพร จะเป็นเนื้อปลาชุปแป้งทอด พร้อมสมุนไพรทอดกรอบ 

img_1029

ผัดผักรวม 

img_1032

และปิดท้ายด้วยทอดมันกุ้ง

img_1034

 

ด้วยความเหนื่อยจากการเดินทาง และอิ่มมาก หลับไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ตื่นเช้าออกมาสูดอากาศสดชื่น เพราะ ยู อินจันทรี เป็นโรงแรมที่อยู่ติดริมแม่น้ำแควเลยนะ

ตอนเช้าอากาศดีมาก ๆ นั่งริมแม่น้ำนี่สุดฟินเลยละ

เดินผ่านล็อบบี้ เจอน้องพนักงานยืนประจำการ

img_1242

 

เดินทางที่นี้เพื่อจะไปทานอาหารเช้า ซึ่งเป็นห้องอาหารเดียวกับห้องดินเนอร์

แต่เมื่อคืน ฟ้ามืดมาก   เอ๊ะ! หรือนุ้ยหิวมากก็ไม่รู้ ไม่ได้ถ่ายบรรยากาศช่วงค่ำคืนไว้เลย

ผ่านฟิตเนส แวะดูสักหน่อย แต่ไม่เข้าไปฟิตนะเพราทริปนี้มาเที่ยวแบบเที่ยวจริงๆ ไม่เน้นพักผ่อน รักสุขภาพมากนัก

img_1225

img_0002

แอบแว๊บไปดูสระว่ายน้ำ

สระว่ายน้ำริมแม่ฟินไปอีกแบบนะนี่

 

img_0013

 

สำหรับมื้อเช้าต้องมุมนี้เลย ริมแม่น้ำ สดชื่นสุดๆ และชอบยูอินจันทรีอีกอย่างคือ

ต้นไม้ร่วมรื่นมาก ๆ

img_1227 img_1228

 

 

 

 

 

 

 

ไปดูอาหารเช้ากัน  ซึ่งอาหารจะมีทั้งแบบบุฟเฟ่ต์ และอลาคาส

ในบุฟเฟ่ต์ก็จะมี ขนมปัง เครื่องดื่ม ผลไม้ และซีเรียลต่างๆ รวมถึงสลัดด้วย

ส่วนอลาคาสจะเป็นเมนูไข่ต่่างๆ 

img_1049
img_1039img_1046

 

 

 

 

 

 

 

img_1057

 

กาแฟเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในยามเช้า คาปูชิโน่ร้อนๆ สักแก้วมั๊ยคะ

 

img_1064

หรือจะกาแฟเย็น 

img_1059

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมนูที่สั่งบ่อยที่สุด egg benedict  จานเดียว อร่อยอิ่ม ไม่ต้องทานอย่างอื่นเพิ่มเลย

img_1065

ทานอาหารเช้าเสร็จ ก็ออกไปเดินเล่นตรงบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว

ห่างจากโรงแรมเพียงแค่ ประมาณ 400 เมตร เท่านั้น

ทางโรงแรมมีรถจักรยานให้ยืมด้วยนะ  แต่นุ้ยอยากเดินให้ย่อยเพราะใกล้นิดเดียวเอง

 

img_1105

สะพานข้ามแม่น้ำแคว… เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้

เมื่อเดินทางมาถึงกาญจนบุรี

สะพานข้ามแม่น้ำแคว ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ามะขามอำเภอเมืองจังหวัดกาญจนบุรี

เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง

เป็นสะพานที่สำคัญที่สุดของเส้นทางรถไฟสายมรณะสร้างขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

มีการยกย่องให้สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ

img_9968-edit

img_1091

เดินเล่นยังไม่ถึงปลายสะพาน ได้ยินสัญญาณเตือน มีรถไฟมา

แต่ไม่ต้องกลัวนะคะ เพราะจะมีสัญญาณแจ้งเตือนนานพอสมควร และรถไฟจะจอดที่สถานตรงหัวสะพานก่อน

และระหว่างทางของสะพาน จะมีจุดให้ยืนเพื่อหลบรถไฟ  แบบนี้

img_1073

 

แค่ไม่กี่นาที รถไฟก็วิ่งผ่านไปแล้ว
img_1097

ได้เวลาเดินทางกลับที่พัก พร้อมกับเช็คเอ้าท์ แล้ว เดี๋ยวเราจะไปเที่ยวต่อ แล้วตรงดิ่งเข้ากรุงเทพ เลย

img_9970-edit

 

ย้อนกลับมาที่โรงแรม ก่อนเช็คเอ้า เก็บภาพบรรยากาศอีกสักนิด ร่มรื่นมาก ๆ

อยู่ด้านในแล้วรู้สึกสดชื่นมากๆ

img_1244

img_1247

img_9998

 

 

 

 

 

 

 

 

และคิดออกว่ามาพักที่นี้ยังไม่มีรูปห้องพักเลย   ก็ไม่พลาดที่จะถ่ายมาให้ดูกันสักหน่อย

ขนาดห้องไม่ได้กว้างมาก ขนาดพอใช้สอย มีระเบียงให้ออกนั่งเล่น ชมวิวได้ด้วย

และห้องน้ำค่อนข้างกว้างพอสมควร

 

img_9979

img_9981

img_9982

img_9987

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่ก่อนจะขับรถออกจากตัวเมือง

ต้องหาร้านคาเฟ่น่ารักๆ ทำหน้าแบ๋วๆ ก่อนสักหน่อย

ที่เมืองกาญจน์ มีร้านน่ารักๆ เยอะมาก เลือกไปเลือกมามาสรุปอยู่ที่ร้านนี้

ใจดีค่าเฟ่  ร้านตั้งอยู่ ถนนเลี่ยงเมืองกาญจนบุรี กาญจนบุรี (ร้านมาทางเส้นบายพาสกาญจนบุรี เลยโรบินสันกาญจน์มาประมาน300เมตร)

 

img_1314

ถ้าเรามองมาจากด้านนอก จะคิดว่าร้านนี้เล็กจัง แต่พอเข้ามาด้านใน กว้างมากเลยนะ

และที่สำคัญน่ารักมาก มุ้งมิ้ง ฟุ้งฟริ้งกระดิ่งแมวสุดๆ

พนักงานก็น่ารักด้วย ตอนเราถ่ายรูปก็มาช่วยถ่าย  ภาพคู่ให้

img_0024

 

วันนี้สั่งเครื่องดื่มมา 2 แก้ว กาแฟแก้วหนึ่ง จำชื่อไม่ได้ และตามสไตล์นายต้นคือ เลมอนโซดา

เพื่อเรียกความสดชื่นตอนอากาศร้อนๆ

img_1258

img_1260

สั่งขนมมาอีกหนึ่งอย่าง มินิโทสต์   และมันอร่อยมาก

ปกติก็กินบ่อยนะ แต่เฉยๆ แต่ร้านนี้ทำให้กินแล้วรู้สึกอร่อย

ปริมาณ ไม่มากเกินไป กินอิ่มอร่อยกำลังดี เสิร์ฟมากับไอศครีมช็อกโกแลต

img_1265
แต่จริงๆ ร้านนี้มีเมนูขนมหวาน น่าทานๆ เยอะมาก แต่นุ้ยก็แอบเล็งร้านอื่นไว้ด้วย

จะกินเยอะตั้งแต่ร้านแรก  ก็กลัวจะท้องแตก

สำหรับร้านนี้แนะนำเลย ร้านน่ารัก พนักงานบริการดี ขนมและเครื่องดื่มรสชาติเยี่ยม ราคาน่ารักด้วยนะเออ

ร้านเปิด 8.00 – 19.00 น

 

img_1273 img_1276 img_1279 img_1285

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เส้นทางการกลับเข้ากรุงเทพวันนี้จะเต็มไปด้วยเส้นทางการเที่ยว

นั่นหมายความว่าเราจะแวะตลอดทาง

ขับรถออกมาเรื่อยๆ เพื่อตรงเข้าไปยังวัดถ้ำเสื้อ แต่ GPS เจ้ากรรม ดันพาเข้าหลังวัด

ตอนแรกก็งงว่าวัดถ้ำเสือทำไมไม่มีคนเลย จอดรถเดินเข้าไป คนเต็มวัดเลยจ้า

ใครที่ใช้ GPS เชื่อว่าต้องเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้แน่นอน

 

img_1330

วัดถ้ำเสือตั้งอยู่บนเนินเขา ในตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง เป็นอำเภอที่อยู่ก่อนถึงตัวเมืองกาญจนบุรี

วัดถ้ำเสือ เป็นวัดที่มีชื่อเสียงไม่น้่อย

เดิมเป็นเพียงสำนักสงฆ์เล็กๆ ที่อยู่ในบริเวณถ้ำเสือด้านล่างริมเนินเขา

ต่อมาได้แรงศรัทธาจากชาวบ้าน ร่วมกันสร้างและบูรณะ จนกลายเป็นวัดที่ใหญ่โต และมีความวิจิตรงดงาม

เป็นวัดที่มีพระที่มีองค์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี พระเจดีย์ที่มีความสวยงามโดดเด่น สามารถมองเห็นได้จากในระยะไกล เพราะตั้งอยู่บนเนินเขา ใครที่มาเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี

เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน

จันทร์ – ศุกร์: เวลา 8.30 – 16.30 น.
เสาร์ – อาทิตย์: เปิดเวลา 8.00 – 16.30 น.

การเดินทางจากกรุงเทพฯ
1. จากกรุงเทพฯ ผ่านอำเภอบ้านโป่ง เข้าถนนแสงชูโต จะผ่านแยกมิราเคิล ออฟ ไลฟ์ จากนั้นพอถึงแยกท่าม่วง เลี้ยวซ้ายไปทางอำเภอท่าม่วง
2. ผ่านหน้าโรงพยาบาลท่าม่วง วนวงเวียนหอนาฬิกา เพื่อเลี้ยวซ้ายไปถนนเลียบคลองชลประทาน
3. เจอสามแยก เลี้ยวขวาไปอีก 2 กิโลเมตร (มีป้ายบอกทาง) ให้วิ่งไปทางเดียวกับวัดม่วงชุม พอเลยวัดม่วงชุมไปจะเห็นทางเข้าวัดถ้ำเสือ อยู่ทางซ้ายมือ

การเดินทางจากตัวเมืองกาญจน์
1. จากตัวเมืองกาญจน์ วิ่งผ่านหน้าโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา เจอสามแยกไฟแดงตรงหน้าศาลากลางจังหวัด ให้เลี้ยวขวา
2. หลังจากข้ามสะพานแล้ว ให้ทำการเลี้ยวซ้ายข้างสะพาน (ทางเดียวกับทางไปวัดบ้านถ้ำ) จากนั้นวิ่งถนนสายใน ไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร
3. วิ่งข้ามคลองชลประทานไป จนเห็นวัดม่วงชุม เลี้ยวขวาข้างวัด (ตรงนี้ไม่มีป้ายบอกทาง) วิ่งเลาะรั้ววัดมา ถึงสามแยกเลี้ยวขวา จะเห็นป้ายทางเข้าวัดถ้ำเสือทางซ้ายมือ

 

img_1328

img_1329

ขึ้นไปกราบ สักการะพระบรมสารีริกธาตุภายในพระเจดีย์เกศแก้วปราสาท

img_1319

เมื่อขึ้นมาด้านบนนอกจากได้กราบสักการะ พระบรมสารีริกธาตุแล้ว

ยังได้ สามารถมองเห็น หลวงพ่อชินประทานพร ในอีกมุมหนึ่งด้วย วิจิตรงดงามมาก ๆ

 

img_1324

และอีกฝั่งจะเป็นเจดีย์วัดเขาน้อย

img_0030

ได้บุญกันแล้ว เราก็ยังคงลัดเลาะไปเรื่อยๆ

จนไปถึงต้นจามจุรียักษ์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก

ต้นจามจุรียักษ์ ตั้งอยู่ในอำเภอด่านมะขามเตี้ย บ้านกสิกรรม หมู่ 5 ตำบลเกาะสำโรง

เวลาเปิด 06.00 – 18.00 น. ไม่มีค่าเข้าชม

 

img_1332

ต้นจามจุรียักษ์ หรือต้นก้ามปูยักษ์   ต้นจามจุรียักษ์มีอายุมากกว่า 100 ปี ขนาด 10  คนโอบ

รัศมีทรง พุ่มเฉลี่ย 25.87 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางร่มเงาประมาณ 51.75  เมตร

ความสูงจากพิ้นดินถึงยอด 20เมตร มีพื้นที่ของพุ่มประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 4 วา

สรุปได้ว่ามันยักษ์จริงๆ และแผ่กิ่งก้าน ได้สวยงามมาก

img_1333

img_1339

img_1357

ยังคะ วันนี้ยังไม่จบเท่านี้ และยังไม่ปิดท้ายด้วย

เพราะนี่เป็นเพียงแค่พักเบรคจากการนั่งรถลงไปเดินเล่น

เพราะนุ้ยกำลังจะพาทุกคนไปเดินเล่นกันที่ชุมชนตลาดเก่าท่าม่วง

ชุมชนแห่งนี้มีเสน่ห์ และมีความคลาสสิคมากๆ บอกเลย

img_1121

ตอนไปถึงเจอฝนนิดหน่อย …ก็เลยเป็นเหตุผลให้เรามองหาที่นั่ง

ก็เลยมาลงเอยที่ร้านนี้ ร้านข้าวมันไก่  เป็นร้านที่อยู่ในอาคารไม้ แบ่งเป็นห้องแถวยาว ๆ

ดูร้านเป็นร้านธรรมด๊า ธรรมดาสุด

แต่มันอร่อยมากบอกเลย 
img_1147

 

 

เมนูในร้านก็มีประมาณนี้

img_1142

 

อยากกินข้าวหมก แต่ข้าวหมกหมดแล้ว เหลือแต่ไก่หมกกับข้าวมัน

ก็เลยออกมาเป็นจานนี้  ในจานจะมีไก่หมก 1 ชิ้น กับเนื่อไก่ทอด หั่นชิ้นมาเรียบร้อยแล้ว

จานนี้ข้าวเยอะพูนมาก แต่เนื้อไก่ เยอะมาก ปิดซะแทบไม่เห็นข้าวเลย

ข้าวอร่อยๆ เนื้อไก่ทอดนุ่มอร่อย ทีเด็ดอยู่ทีหอมเจียว และกระเที่ยมเจียวที่โรยมา

เท่าที่กินเป็นการเจียวเอง ไม่ได้ซื้อแบบสำเร็จมา ทำให้เป็นข้าวมันไก่ที่อร่อยมาก บอกเลยว่าต้องมากิน

 

img_1138

 

อีกจานเป็นข้าวมันไก่ตอนธรรมดา 

แต่ไม่ธรรมดาตรงที่เนื้อไก่ปิดข้าวซะมิดเลย 

ให้เนื้อเยอะคุ้มเกินราคา และอร่อยมาก

img_1139

ถ้านุ้ยจำไม่ผิด ข้าว 2 จาน น้ำ 2 แก้ว 120 บาท อิ่มอร่อย และคุ้มเว่อร์

img_1140

เติมพลังเต็มท้องแล้ว ฝนเริ่มซา  ออกไปเดินเล่นกันต่อ

ในชุมชน ยังคงอนุรักษ์ บ้านแบบโบราณไว้ บ้านที่มีลักษณะคล้ายห้องแถว ที่สร้างจากไม้ เหล่านี้

ยังคงมีให้เห็นอยู่ หลายหลังเลยทีเดียว

img_1129

อีกฝั่งหนึ่ง ก็จะมีบ้านโบราณ  ซึ่งฝั่งนี้จะสร้างจาปูน

แต่สัมผัสได้ถึงความเก่า ความโบราณมากๆ แต่ไม่อยู่ไม่เยอะมากนัก 

และยังร่ายล้อมไปด้วยวิถีชีวิตที่น่าสนใจ

img_1149

img_1151

car-on-the-street

 

 

 

 

 

 

 

 

ออกจาชุมชนท่าม่วงย้อนกลับเข้าสู่ถนนเส้นหลัก เตรียมตัวมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพแบบจริงๆ จังๆ ก่อนจะตกเครื่อง

แต่…ก็ไม่วายขอแวะร้านนั่งชิลอีกสักร้าน

เป็นร้านที่อยู่ในอำเภอท่าม่วงนี่แหละ ทางผ่านออกไปยังถนนเส้นหลักพอดิบพอดี  บังเอิ๊ญ บังเอิญ

ชื่อว่าร้าน ฟาร์มคาเฟ่ เดอ กาลเวลา

img_1208

แอบเสียดายที่ไม่ได้ด้านหน้าร้านไว้เลย

จากด้านหน้าร้านนี้เป็นเพียงร้านเล็กๆ เหมือนบ้านคนทั่วไป แต่ถ้าสังเกตุสักนิด จะพบความน่ารัก

ภายในร้านตกแต่งสวยมาก วินเท้จ วินเทจ

 

img_1206

 

และเมื่อเข้ามาด้านใน ไม่ได้เล็ก แคบ อย่างทีคิด เพราะร้านค่อนข้างยาว

คือหน้าจากร้านลึกเข้าไปเยอะมาก แบ่งออกเป็น 3 ช่วง 3 โซน ให้เลือกนั่งกัน

img_1166

img_1173 img_1175

 

 

 

 

 

 

img_1179img_1181

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มีขายทั้งอาหารคาว อาหารหวาน ของทานเล่น ทานจริงจริง และเครื่องดื่ม

แต่สำหรับนุ้ยแค่นี้พอแล้ว  เพราะพึ่งทานของหนักไป

ที่สังเกตุคือ ร้านนี้จะเน้นอาหารสุขภาพด้วยนะ พวกสลัดไรงี้ แต่ก็ไม่ได้มีเวลาถามพนักงานมากนักว่าปลูกผักเองหรือเปล่า

เพราะรีบมาก  กลัวตกเครื่อง

img_1177

img_1186
หลังจากนั่งชิลล์ เท่าที่พอจะชิลได้แล้ว ก็รีบบึ่งรถไปดอนเมืองทันที รีบคืนรถที่เคาเตอร์ AVIS

แล้วก็เช็คอิน รอขึ้นเครื่องบินกลับภูเก็ตเลย

ขากลับยังเหมือนเดิมบินกับนกแอร์ …

img_2289

img_2292 img_2294 img_2296

 

 

 

 

 

 

 

ขากลับเจอกล่องขนม แบบใหม่น่ารักมาก

img_2300

ทุกการเดินทางมีความสุข

ทุกการเดินทางมีประสบการณ์มากมาย

ทุกการเดินทางมีเพื่อนใหม่

ออกมาเที่่ยว มาเปิดประสบการณ์ ค้นหาความสุขให้ตัวเองกันนะคะ

กาญจนบุรี เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีอะไรเยอะแยะมากมาย ที่รอคอยให้มาเที่ยวมาชมกัน

เจอกันใหม่รีวิวนะ สำหรับรีวิวนี้บ๊าย บาย

img_0095

 

และแวะไปทักทายพูดคุยกันได้ที่นี้เลย

https://www.facebook.com/MyLifeMyTravels/

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : กาญจนบุรี : ใครๆ ก็ไปกัน : ไหว้พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐ