ที่นี่ …ลำพูน เหรอ ?

ลำพูน ลำพูน ลำพูน

ก่อนออกเดินทางไปลำพูน มีคำว่าลำพูนฝุดขึ้นในหัวเยอะแยะมากมาย

ลำพูนมีอะไร  เราไปลำพูนทำไม  ลำพูนมีที่เที่ยวเหรอ

เพราะในความทรงจำของเรา

ลำพูนมีแค่พระธาตุหริภุญชัย และเฉาก๋วยอร่อยที่สุดในโลกมนุษย์

แต่เมื่อถึงวันเดินทางจริงๆ จังหวัดลำพูน

ทำให้เราได้สัมผัสความรู้สึกว๊าว   ว๊าว ที่นี่…ลำพูนเหรอ

การเดินทางทริปนี้เริ่มต้นขึ้นในกลางฤดูฝน

เราออกเดินทางจากกรุงเทพ ตั้งแต่เช้า มุ่งหน้าสูจังหวัดลำพูนด้วยสายการบินไทยสมายล์

เป็นสายการบินที่เราชอบนะ มีโปรออกมาให้เห็นบ่อยๆ โหลดกระเป๋าก็ฟรี ที่นั่งก็กว้าง ที่ชอบมากคือของว่างที่ดูใส่ใจเป็นพิเศษ

โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ จะต้องร้องว้าว ทุกครั้ง

อย่าพึ่งตกใจ… ลำพูนไม่ได้มีสนามบินหรอก

แต่เราบินลงเชียงใหม่ และขับรถต่อไปนิดเดียวก็ถึงตัวเมืองลำพูนแล้วหล่ะ

หากใครไม่ได้เช่ารถขับเที่ยว การเดินทางไปตัวเมืองลำพูน สามารถนั่งรถบัสไปได้ ค่ารถ 25 บาท มั้ง(ถ้าจำไม่ผิด)

คิวรถจะอยู่ริมแม่น้ำปิง ตรงกันข้ามกับแผงขายดอกไม้ ตลาดวโรรส

ผ่านเรื่องราวการเดินทางไปแล้ว เรากลับเข้ามาสู่การเดินทางของทริปนี้กันต่อ

นุ้ยว่า ไม่ใช่เพียงแค่นุ้ยหรอกที่รู้สึกว่าลำพูนเป็นจังหวัดที่ไม่มีอะไรเลย (ความรู้สึกก่อนไป)

เพราะถ้าถามนุ้ยว่า เคยไปลำพูนมั๊ย

คำตอบคือเคย ตั้ง 2 ครั้งแหน่ะ

ครั้งแรกเป็นทางผ่านไปจังหวัดลำปาง   แวะกราบสักการะองค์พระธาตุหริภุญชัย และกินเฉาก๋วยหน้าวัด

ครั้งที่สองตั้งใจไป ขับรถจากเชียงใหม่ใกล้นิดเดียวไม่ถึงชั่วโมง

เพื่อไปกราบสักการะองค์พระธาตุหริภุญชัย และกินเฉาก๋วยหน้าวัด เหมือนเดิม

และนั่นคือความทรงจำ และความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับลำพูนที่เรามี

แต่ทริปนี้เป็นทริปที่นุ้ยบอกแล้วว่าต้องร้องว้าว  เพราะเราไปสัมผัสความเป็นลำพูนกันถึง 3 4 5 อำเภอ

แล้วมันกี่อำเภอกันแน่

เริ่มต้นทริปกันที่ ลี้

ลี้  คือชื่ออำเภอ อำเภอหนึ่ง ที่อยู่ห่างไกลออกไปพอสมควร หลับไปหลายตื่น

ฟื้นขึ้นมาอีกที กวาดสายตาออกไปนอกรถ

เฮ้ย ! ทำไมมันเขีียวและชุ่มฉ่ำขนาดนี้ สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เรียงราย ภูเขาสูงใหญ่

และไม่นานนัก (หลังจากตื่น) เรามาถึงปลายทางแรก

มีคำถามเกิดขึ้นในหัวเมื่อก้าวขาลงจากรถ ..นี่เรามาทัวร์บุญหรืออย่างไร ปลายทางแรกถึงได้กลายเป็นวัดไปซะได้

วัดนี้ชื่อว่า วัดบ้านปาง  ภายในวัดกว้างขวางมาก

ความสำคัญของวัดบ้านปาง คือเป็นวัดที่ครูบาศรีวิชัย บวชเรียนเป็นวัดแรก  นอกจากพื้นที่ภายในวัดจะร่มรื่น

โบสถ์วิหาร จะสวยงามแล้ว ภายในวัดยังมี พิพิธภัณฑ์อัฐบริขารครูบาเจ้าศรีวิชัย เก็บของใช้ส่วนตัวของท่านไว้อย่างครบครัน

ออกจากวัดเรามุ่งหน้าตรงไป ชุมชนบ้านห้วยต้ม 

เป็นชุมชนของชาวปกาเกอะญอ

ความน่าสนใจของชุมชนนี้ ที่ชวนทำเราทึ่งคือ ทั้งชุมชน ทานมังสาวิรัติ งดเว้นเนื้อสัตว์

ห้ามเลี้ยงเพื่อจำหน่าย หรือรับประทานเป็นอาหาร    ทำให้คนในชุมชนสุขภาพแข็งแรง อายุยืนกันถ้วนหน้าเลย

และยังมีศูนย์วิจัยงานหัตถกรรม ไม่ว่าจะเป็นการตอกลายเงิน  การทอผ้า ปักผ้า

ซึ่งผ้าทอและปัก มีวางจำหน่ายในศูนย์ฯด้วย

หากใครสนใจมาเที่ยวชุมชนนี้ แนะนำให้

ติดต่อได้ที่ชุมชนพระบาทห้วยต้ม คุณวิมล โทร.ศัพท์ 06-5734- 9427

ชาวปาเกอะญอได้รับการสืบทอดในการจัดหาและถักทอเสื้อผ้าเครื่องนุ่มห่มสำหรับ

คนในครัวเรือนได้สอดใส่ลวดลายตามความเชื่อและให้สีสันตามวัสดุท้องถิ่น

ที่มาใช้ทำสีย้อมฝ้ายที่ปลูกเองทุกครัวเรือน

เห็นขั้นตอนการทอแล้ว … เราตัดสินใจซื้อได้แบบไม่ต้องต่อรองราคา

เพราะกว่าจะได้ผามาสักชิ้น เสื้อมาสักตัว ไม่ง่ายเลย

ของบางอย่างมันมีคุณค่าในตัวของมันเองตั้งแต่เริ่มต้น

เป็

เป็นแหวนที่วงเดีียวในโลก เพราะเราได้ตอกลายเองด้วย

ปักชื่อตัวเอง เป็นภาษาปาเกอะญอ

อย่างที่บอกตอนต้นว่าที่นี่ ทานมังสาวิรัติ

มาถึงแล้วจะพลาดก็รู้สึกแปลกๆ  เราจึงต้องลองชิมอาหารมังฯ ของที่นี่สักหน่อย

เราไปทานกันที่ ศูนย์วิจัยงานหัตถกรรมบ้านห้วยต้ม 

รสชาติดีเลยทีเดีียว ตอนแรกก็จะไม่กิน นั่งมองตาฉันมองตาเธอ แต่พอได้กิน หยุดมองตากันเลยจ้า

 

พาเดินดูผลิตภัณฑ์ของชุมชนกันค่ะ

 

วิถีชีวิตของชาวปาเกอะญอ  ดูเรียบง่าย

แต่สัมผัสได้ถึงความสุข และความสวยงาม

.

หลังจากออกจากชุมชน เราเริ่มรู้ตัวแบบจริงๆ จังๆ ว่าทริปนี้สายบุญจริงๆ

เพราะอีกสองปลายทาง ของวันนี้ ยังคงหนี้ไม่พ้นวัด

เริ่มกันที่  วัดมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย 

เป็นสถาปัตยกรรมศิลปะล้านนา ที่สร้างด้วยศิลาแลงทั้งองค์

ศิลาแลงที่นำมาสร้างนั้นขุดได้จากบ่อศิลาแลงด้านหลังของวัด

นับว่าพระมหาธาตุเจดีย์ศิลาแลง ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

จำลองมาจาก เจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา เป็นผู้ริเริ่มออกแบบจัดสร้าง

หมู่ที่ 9 บ้านหนองปู (ห้วยต้ม) ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

วัดสุดท้ายของวันนี้ชื่อว่า วัดพระบาทผาหนาม  

ไอ้เราก็ใช่ว่าจะสายบุญมาก วัดสองวัดก็พอแล้ว

แต่พอมาถึงวัดนี้ คือว๊าวมาก  เป็นเหมือนจุดชมวิวของเมืองลี้เลยทีเดียว

เพราะวัดพระบาทผาหนามตั้งอยู่บนเนินเขา  มองลงมาเห็นวิวเมืองลี้โดยรอบ

และยังเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นเคล้าสายหมอกในตอนเช้าๆ ด้วย

แต่ก็แอบเสียดาย ที่เราเดินทางมาถึงกันในช่วงเย็น  …. และเวลาของเราก็มีน้อยเหลือเกิน

วัดพระพุทธบาทผาหนามมี 2 จุด คือ ตัววัดที่ตั้งอยู่ด้านล่าง

มีรูปปั้นขนาดใหญ่ของ ครูบาอภิชัย (ขาวปี) ศิษย์ของ ครูบาเจ้าศรีวิชัยเป็นจุดเด่นตรงหน้าวัด

และอีกหนึ่งจุดคือองค์พระธาตุที่ตั้งอยู่บนยอดดอย 2 องค์

สำหรับที่พักในอำเภอลี้  ภายในค่ำคืนนี้เรานอนกันที่  Baan Pailyn Resort

ด้วยอำเภอที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง  นุ้ยไม่ได้คาดหวังอะไรกับที่พักมากมาย

แต่พอมาเจอของเจอ คือดี ดีมากเลยหล่ะ

บ้านไพลิน รีสอร์ท อ.ลี้

ที่ตั้ง : 141/1 หมู่ 4 อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

โทรศัพท์ : 085 219 7775

Facebook: https://web.facebook.com/baanpailyn/

บ้านไพลินตั้งอยู่ติดริมถนนเดินทางสะดวก   ด้านหน้ารีสอร์ทเขียวชะอุ่มฉุ่มชื่นเลยทีเดียว

ตัวห้องพักจะเป็นอาคาร 2 หลัง มี 3 ชั้น  หากได้นอนชั้นบนแล้วละก็

จะได้สัมผัสความฟิน ระดับ 10 เพราะวิวจะสวยมาก  เพราะระเบียงด้านหลังห้อง

เราจะเห็นวิวภูเขา และนาข้าวเขียวขจี

ภายในห้องก็จะประมาณนี้

ห้องที่นุ้ยพักอยู่ชั้น 1 วิวหลังห้องก็ประมาณนี้

อาการเย็นๆ หน่อย ชิลดี

และขอปิดท้ายทริปวันแรก ที่พวกเราเที่ยวกันแบบคุ้มสุดคุ้มจริงๆ กับอำเภอลี้

ด้วยร้านอาหารอร่อยๆ ชื่อว่าร้านกันเอง

ตั้งอยู่ห่างจากที่พักไม่ถึง 5 นาที

เวลาเปิดให้บริการ : 10.00-23.00 น.

โทรศัพท์ : 087-302- 0745

บรรยากาศก็ประมาณนี้

อาหารที่สั่งรสชาติดีเลยทีเดียว

และเรายังได้ชมการแสดงจากทางร้าน อีกด้วย เป็นการแสดงที่พิเศษสุดๆ

วันที่ 2  ในลำพูน  

วันนี้เราตื่นกันแต่เช้าตรู่ เพื่อเตรียมตัวไปตักบาตรที่วัดพระบาทห้วยต้ม   

ที่นี่จะมี “ประเพณีตักบาตรผัก” โดยประเพณีนี้จัดขึ้นที่วัดพระบาทห้วยต้ม ซึ่งเป็นศาสนสถานที่สำคัญ

มีขึ้นในวันพระของทุกเดือน โดยชาวบ้านจะทยอยเข้าวัดตั้งแต่ ตีห้า

เพื่อทำบุญตักบาตรปกติในทุกวันโดยในรอบเช้าจะเป็นการตักบาตรอาหารมังสาวิรัติ

โดยส่วนใหญ่จะใส่ชุดปกาเกอะญอชุดประจำท้องถิ่นมีสีสันสวยงามเข้าวัด

นอกจากวัดพระบาทห้วยต้มจะเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชนห้วยต้

ม ภายในมีสิ่งก่อสร้างที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ 84,000 ,วิหารพระพุทธบาท , มณฑปพระเขี้ยวแก้ว 

ด้านในวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามมากๆ 

และยังมีรอยพระพุทธบาทให้เราได้กาบสักการะ

อิ่มบุญกันแล้วก็มาอิ่มท้องกันต่อ ด้วยอาหารเช้าของที่พักละกัน 

พร้อมทั้งเตรียมตัวเก็บข้าวของเช็คเอ้า  ตะลุยลำพูนกันต่อ 

 

หลังจากท้องอิ่ม  อย่าได้รีรออยู่นานนัก เราออกสตาร์ทกันเลย  
เริ่มกันที่ กลุ่มทอผ้าจกโหล่งลี้ บ้านปวงคำ  ทริปนี้เป็นทริปที่นุ้ยชอบตรงที่เราได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับชาวบ้านและคนท้องถิ่น 

เป็นการท่องเที่ยวแบบเข้าถึงตาม 

“โครงการ Creative Tourism @ Lamphun  ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

เป็นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในชุมชนต่างๆ ซึ่งแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของชุมชน

และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ รวมถึงสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบสร้างสรรค์

และการมีส่วนร่วมให้เกิดความยั่งยืนให้จังหวัดลำพูน เพื่อนักท่องเที่ยวเข้าไปมีส่วนร่วม และเรียนรู้ประสบการณ์

ในวิถีชีวิตในชุมชนและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับนักท่องเที่ยว

อีกทั้งนักท่องเที่ยวมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์

และประสบการณ์กับชุมชนเพื่อเป็นการจุดประกายความฝันอันจะนำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจต่อไป”

กลุ่มทอผ้าจกโหล่งลี้ บ้านปวงคำ  ตั้งอยู่ในบริเวณวัดปวงคำ 

ทุกเส้นไหม ทุกใยผ้า ที่ถูกถักทอขึ้นจนเป็นซิ่นหนึ่งผืน ก่อกำเนิดมาจากจิตวิญญาณของผู้ทอ

ลายจกโหล่งลี้ที่เกือบสูญหายจึงกลับมีลมหายใจขึ้นมาอีกครั้ง

ผ้าเก่าลายโบราณอายุกว่า200 ปีถูกเก็บถนอนไว้สมดังที่เป็นสมบัติล้ำค่าของชาวลี้

เราค่อย ๆสำรวจลายผ้าไปทีละผืน แม้จะไม่มีความรู้เรื่องผ้าก็ยังมองออกว่าซิ่นที่อยู่ตรงหน้ามีความพิถีพิถันอย่างมาก

ใครที่สนใจเข้าชม ติดต่อได้ที่ป้าสุนีย์  092-380-3415

น่าจะพอเคยได้ยินกันมาบ้าง ลำพูนเป็นเมืองลำไย  

ระหว่างทางผ่านสวนลำไยตลอดทั้งเส้นถนนเลย 

อดใจไม่ได้ที่จะแวะซื้อติดไม้ติดมือสักโลสองโลไว้กินระหว่างทาง 

หวาน กรอบ สดจากต้นแบบนี้ิกิโลละะ 15-20 บาทเองนะ  

ฟินเว่อร์ 

ขากลับเข้าเมือง เราขับรถผ่านอำเภอบ้านโฮ่ง 

แวะดริปกาแฟกันสักหน่อยที่ ร้านกาแฟ ปา’ กา คอฟฟี่ (PaKa Coffee )

ที่ตั้ง : อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดพูน

โทรศัพท์ : 092-380- 3415

Facebook: https://web.facebook.com/PaKacoffee

PaKa Coffee เป็นร้านกาแฟออแกนิกจากชนเผ่าปกาเกอะญอ

สายพันธ์ อาราบิก้าจากยอดดอยแห่งเดียวในจังหวัดลำพูน

ร้านน่ารัก ตกแต่งด้วยของชิ้นเล็กชิ้นน้อย 

กาแฟดีต้องกาแฟดริป กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นกับบรรยากาศดีดี

 เราเทเมล็ดกาแฟที่ถูกบดไว้หยาบๆลงบนแก้วดริป ค่อยๆใส่น้ำร้อนลงบนเมล็ดเหล่านั้น

ทันทีที่น้ำร้อนสัมผัสกับเมล็ดกาแฟ กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยขึ้นมาแตะจมูกเราพร้อมกับควันบางๆ ที่ลอยขึ้นมาเบาๆ

เรารอจนน้ำกาแฟหยดสุดท้ายหล่นลงในแก้วจึงค่อยลองดื่ม 

หลังที่ได้ลิ้มลองกาแฟดริป รสชาติเด็ดแล้ว 

เราจะไปลองทำเค้กลำไยกันต่อ กลุ่มวิสาหกิจห้วยกานเบเกอรี่ อ.บ้านโฮ่ง 

เพื่อนที่สนใจ ทำเค้กลำไย 

*ติดต่อประสานงานโทร.082-031-4976 

**เสียค่าใช้จ่ายในการทำเค้ก ทีมละ 500 บาท

.

เป็นอีกหนึ่งวิถีการนำลำไยมาแปรรูปได้อร่อยมากๆ 

….

ทำเค้กกันสนุกสนาน ใช้เวลาในการทำนานอยู่เหมือนกันนะคะ   หลังจากนี้ก็ตรงเข้าเมืองไปเรื่อย ๆ

แต่เราก็แวะทานข้าวกันที่ ร้านเม็ดข้าวอ.ป่าซาง

เป็นร้านอาหารพื้นเมือง  รสชาติอร่อยถูกปาก ราคาก็ถูกกระเป๋า 

ร้านนี้ให้สามผ่าน แวะลองชิมกันได้เลย 

มาถึงอำเภอป่าซางแล้วจะผ่านเลยไปเฉยๆ ก็คงไม่ดี 

แวะเที่ยวสักหน่อยดีกว่า  ในป่าซางยังมีบ้านเรือนไม้โบราณ ๆ ให้เห็นอีกเพียบ และแน่นอนว่า

ฮิปโป เฮ้ย ฮิปเตอร์แบบเราต้องหามุมเด็ดๆ ถ่ายรูปกันสักหน่อย 

 

อีกกิจกรรมที่น่าสนใจคือการทำกระเป๋านกฮูก 

บ้านหนองเงือก ต.แม่แรง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตผ้าฝ้ายที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ

ชาวบ้านจึงได้นำเศษผ้าฝ้ายมาต่อยอดให้เป็นผลิตภัณฑ์น่ารักๆ อย่าง  “กระเป๋านกฮูก” 

ซึ่งเป็นการนำเศษผ้าฝ้ายเหลือใช้ มาประยุกต์ให้เป็นกระเป๋าสะพายข้างขนาดต่างๆ

ใบละ 50 บาทเท่านั้น น่ารักมากๆ 

วิธีก็ไม่ยาก  มีคนคอยสอนด้วย ติดต่อได้ที่ คุณอ้อ โทร.061-499-9645

วัดหนองเงือก อำเภอป่าซาง เป็นอีกวัดที่เราไม่พลาด เมื่อมาถึงอำเภอนี้ 

 ก่อนเข้าวัดจะพบกับ “ประตูชัย”, “ต้นโพธิ์อายุกว่า 200 ปี” ที่มีลักษณะเป็นพุ่มโค้งรับกัน และ “ประตูขุง” 

วัดหนองเงือกนั้นเป็นวัดประจำชุมชน สร้างขึ้นในป พ.ศ.2371 โดยมีทานครูบาปารมีเปนเจาอาวาสรูปแรก 

 ภายในวัดก็มีสถานที่สำคัญอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นโบสถ์  

วิหารศิลปะล้านนาประยุกต์

 รวมถึง “คะตึก” (หอธัมม์หรือหอพระไตรปิฎก)เป็นสถาปัตยกรรมแบบมอญผสมยุโรปและศิลปะพื้นเมือง

หลังจากนั่นเราก็ตรงดิ่งเข้าเมือง   แวะกราบสักการะ อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย  นักบุญแห่งล้านนา  ที่วัดดอยติ

อนุสาวรีย์ มีความสูง21เมตร ตั้งเด่นเป็นสง่า ณ สามแยกดอยติ เสมือนเป็นเครื่องเตือนใจให้คนผ่านไปมา

ได้ระลึกถึงคุณงามความดีของครูบา และนำวิถีชีวิตของท่านมาเป็นแบบอย่าง 

แวะถ่ายภาพกับกำแพงเมืองเก่า 

ทริปนี้ ตั้งใจนุ่งผ้าซิ่นจะเรียบร้อย ตามสไตล์สาวล้านนา

แต่ ไปๆ มาๆ กลายเป็นเด็กแว๊นซ์ สายฮิปเตอร์ซะงั้น 

ถ้าจะซื้อขอฝาก แนะนำที่กาดขัวมุง ตั้้งอยู่ตรงกันข้ามกับวัดพระธาตุหริภุญชัย 

ลำไยอบแห้ง คือชอบมาก กิโลละ 380 บาท ชอบๆ 

มื้อเย็นของวันนี้เรา เลือกกินกันแบบง่ายๆ ที่ตลาดโต้รุ่ง 

มุ่งตรงไปที่ร้านจ่าเหลา หมูทอด บอกได้เลยว่าเด็ดดวงมาก 

มีราคาจานละ 50 บาท และ 200 บาท 

น้ำพริกหนุ่ม 10 บาท ข้าวเหนียว 5 บาท ผักสดมาเต็ม  ห้ามพลาดบอกเลย 

กินคาว แล้วต้องกินหวาน 

ไอติมโฮะ คือความเด็ดของตลาดโต้รุ่ง

เป็นร้านไอศครีมโฮมเมด ที่อร่อยมาก 

ทรงเครื่องก็เลือกได้ตามใจชอบ จะใส่ครบทุกอย่างก็ได้  

รสที่ห้ามพลาดคือ ลำไย ทุเรียน และมะม่วง คือดีต่อใจสุดๆ 

เช้าวันที่ 3  เริ่มต้นกันด้วยการไปหาอาหารพื้นเมืองกันที่ตลาดตอนเช้า 

ที่ชื่อว่าตลาดหนองดอก 

พริกหยวกไส้หมูทอด อร่อย ห้ามพลาด 

…….

และหลังจากนั่นเราก็ไปสัมผัสควาสโลว์ไลฟ์ด้วยกันนั่ง 3 ล้อไปจุดต่าง 

วิถีิฮิปสเตอร์ 

เน้นหนักกันด้วยข้าวมันไก่วิศวะ

และสถานที่ที่พลาดไม่ได้สำหรับลำพูน ก็คงเป็นการมากราบสักการะองค์พระธาตุหริภุญชัย 

วัดประจำปีเกิดของชาวระกา 

หน้าวัดมีร้านเฉาก๋วยอร่อย ที่นุ้ยชอบมาก 

เคยขับรถจากเชียงใหม่มาเพื่อกินเฉาก๋วยแล้วขับกลับ 

ต่อจากนี้เราจะไปนั่งรถรางเที่ยวเมืองลำพูนกันจ้า 

ซึ่งเปิดให้บริการทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์(หยุดทุกวันจันทร์) 
วันละสองรอบคือ รอบเช้ารถออกเวลา 09.30 น.  และ รอบเย็นรถออกเวลา 13.30 น.
ค่าบริการต่างชาติคนละ 100 บาท  ผู้ใหญ่คนละ 50 บาท และเด็กคนละ 20 บาท
ปกติรถรางจะพาเราชมเมืองลำพูน 11 จุดด้วยกัน  แต่วันนี้เราไปแค่ 3 จุดเท่านั้น 

อ๋อ  ถ้าสนใจติดต่อรถรางได้ที่ หน้าวัดพระธาตุหิริกุญชัย เลยจ้า

 

จุดแรกคือคุ้มเจ้าราชสัมพันธวงษ์ หรือพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน 

ตั้งอยู่ในเมืองลำพูน ด้านหลังพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติหริภุญชัย

โดยใช้พื้นที่ของคุ้มเจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ ลำพูน ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี

เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าประวัติความเป็นมาอันยาวนานของเมืองลำพูน

เป็นพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยที่มีชีวิตโดยมีการจัดแสดงภาพ เมืองลำพูน

สิ่งของเครื่องใช้และวิถีชีวิตของ ชาวเมืองลำพูน ในอดีตได้อย่างงดงามเข้าใจง่าย

คุ้มเจ้าเรือนยอด 

ป็นอาคารที่เก่าที่สุดหลังหนึ่งในเขตกำแพงเมืองลำพูน เป็นเรือนพักอาศัย ซึ่งเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์

เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้าย สร้างขึ้นเพื่อมอบให้แก่ชายาเจ้ายอดเรือน ชายาองค์สุดท้าย

มีความเก่าแก่และยังคงรักษาสภาพเดิมไว้ค่อนข้างสมบูรณ์

วัดจามเทวี หรือที่ ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดกู่กุด

ตั้งอยู่บนถนนจามเทวี ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญมา

ตั้งแต่สมัยล้านนาไทย ที่มีความสําคัญทั้งทางด้านประวัติศาสตร์

เราปิดท้ายทริปนี้กันด้วย ภูพราวรีสอร์ท 

ไปหาอาหารอร่อย และมีประโยชน์ทานกัน 

ซึ่ง ภูพราว รีสอร์ท ตั้งอยู่ที่อำเภอป่าซาง ไกลจากตัวเมืองประมาณ 20 กิโล 

ที่นี้มีให้บริการทั้งห้องพักและร้านอาหาร 

แต่นุ้ยชอบในส่วนของร้านอาหาร เพราะเน้นไปที่เมนูสุขภาพ 

สลัดผักออแกนิค เครื่องดื่มดีท็อกซ์  และที่สำคัญร้านสวยมากๆ เลยค่ะ อยู่ติดกับทุ่งนา  และมีสะพานไม้เพื่อนยื่นออกไป 

ข้าวซอยเป็นเมนูแนะนำเลยค่ะ เสิร์ฟมาในปิ่นโตสีหวาน 

ทั้งน่ารัก และอร่อย 


แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้าเด้อค่ะ 

Fanpage : https://www.facebook.com/MyLifeMyTravels

WebSite : www.mylifemytravels.com

Youtube : https://goo.gl/0bnw9a

Instagram: https://goo.gl/G7qsVC

สนใจติดต่องานได้ที่ mylifemytravels@gmail.com 
หรือ โทร. 094-5929142

#แฟนพาเที่ยว #mylifemytravel #NuiKaTon #Coupletravelers

 

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : ที่นี่ …ลำพูน เหรอ ?