Nagoya Trip : นาโกย่า เที่ยวเอง เที่ยวง่าย

Nagoya Trip : นาโกย่า เที่ยวเอง เที่ยวง่าย

.

.

ใครเคยไปนาโกย่าบ้าง ยกมือขึ้น

แหม่ๆ ยกมือกันรัวๆ เลย  เพราะนาโกย่าเป็นทางผ่านที่พาเราไปสู่ ทาคาย่าม่า และชิราคาวาโกะ

แต่จะมีสักกี่คนที่แวะเที่ยวนาโกย่าจริงๆ จังๆ

แต่ตอนนี้มีเส้นทางบินตรง จากดอนเมือง ไปนาโกย่า แล้วเว้ย !

มันก็เลยทำให้เราสองคนได้ลองไปเที่ยวเมืองนาโกย่าแบบจริงๆ จัง

และทำให้การเดินทางไปทาคายาม่า และ ชิราคาวาโกะ ง่ายขึ้น ใกล้ขึ้น และเร็วขึ้น

เพียงแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

 

……

ถ้าพร้อมแล้วเราเก็บกระเป๋า .. แล้วออกไปเที่ยวแบบชิลล์ กันที่นาโกย่าพร้อมกันเลยดีกว่า

 

 

 

 

สำหรับทริปนี้เราเดินทางกันด้วยสายการบินแอร์เอเชีย

เพราะเป็นสายการบินที่่บินตรง ดอนเมือง นาโกย่าทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบิน

เช็คไฟลท์บินกันได้ที่ลิงค์นี้เลย  >> https://www.airasia.com/booking/home/th/th

คลิปการเดินทางไปนาโกย่า กับแอร์เอเชียจ้า  ขี้เกียจอ่านเชิญดูคลิปเลย

 

 

ภายในเครื่องบินสำหรับเส้นทางนี้สีก็จะพาสเทลนิดนึงนะคะ

ที่นั่งก็จะเป็น 2 3 2

 

 

ความกว้างก็ประมาณนี้

 

 

สำหรับการเดินทางไกลๆ  แบบหลายชั่วโมง แน่นอนว่าเราต้องหิว

นุ้ยแนะนำให้เราสั่งอาหารออนไลน์ไว้เลยนะคะ  เพราะจะได้ราคาที่ถูกกว่าไปสั่งบนเครื่อง

แต่ …. ถ้าสั่งออนไลน์ จะไม่มีเมนูใหม่ที่ออกมาในแต่ละช่วง

ได้อย่างเสียอย่าง  เลือกแล้วกันเนอะว่าชอบแบบไหน  แต่คอนเฟิร์มความอร่อยของอาหารบนเครื่องค่ะ

 

 

คลิป Vlog สำหรับวันแรก

 

นาโกย่า ตั้งอยู่ในภูมิภาคชูบุ เป็นภูมิภาคที่อยู่ตอนกลางของประเทศ

ถ้าถามว่า นาโกย่าขึ้นชื่อเรื่องอะไร …ให้ตอบจริงๆ เลยนะ

ตอนแรกคือนุ้ยไม่รู้เลย ไม่รู้จักนิด คือแค่เคยได้ยินแบบแว่วๆ  เพราะตอนไปชิราคาวาโกะ เมื่อครั้งก่อนโน้น นุ้ยก็ไม่ได้ผ่านทางนาโกย่า

…. แต่ไหนๆ ก็มีบินตรงแล้วใช่ม่ะ  ก็ไปซะหน่อย  ไปให้รู้ไป ไปให้เห็น และประเด็นหลักๆ คือ

ยังเป็นเส้นทางที่ทำให้เราไปชิราคาาโกะได้ง่ายขึ้นมากๆ เลย

 

แต่สำหรับรีวิวนี้ เราจะเน้นไปที่เที่ยวสำหรับนาโกย่าก่อนเนอะ

ถ้ามานาโกย่า เรามาทำอะไรกันดี เที่ยวที่ไหนได้บ้าง กินอะไรยังไง

 

การเดินทาง

 

เรามาเริ่มกันที่การเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองนาโกย่ากันแล้วกันเนอะ

สนามบินนาโกย่า ชื่อว่า สนามบิน ชูบุเซ็นแทรร์  Chubu Centrair International Airport

จากสนามบินเข้าเมืองทำได้หลายวิธี ทั้งรถไฟ รถบัส

แต่ทริปนี้ของนุุ้ยเลือกรถไฟเหมือนเดิมจ้า  ค่ารถไฟจากสนามบินเข้าเมืองราคาคนละ 870 เย็น ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

นั่งไปลงที่สถานที Meitetsu Nagoya Station   แล้วไปต่อเลยจ้า

 

เมื่อนุ้ยไปถึงในเมืองแล้ว  นุ้ยเลือกที่จะเข้าไปเช็คอินก่อนเลย

สำหรับที่พักในทริปนี้นุ้ยพักที่ APA Villa Hotel Nagoya-Marunouchiekimae

ถือว่าสะดวกพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ในย่านที่เที่ยวหลักๆ นะคะ แต่นั่งรถไป Sakae Station เพียงแค่ 2 สถานี

 

การเดินทางมาที่พัก ให้นั่ง MTR มาลงที่สถานี Maruno-Uchi Station ออกประตู 3  เจอแยกเลี้ยวขวา โรงแรมที่ 2 ก็เจอเลย เดินไม่เกิน 200 เมตรจ้า

ถือว่าสะดวกพอสมควร  แต่ถ้าหากใครกระเป๋าใบใหญ่หน่อย ให้เดินออกประตู 5 นะคะ จะมี ลิฟต์ แต่จะเดินไปโรงแรมไกลเพิ่มอีกนิด

นุ้ยจองที่พักไปราคา 2 คืน 4500 บาท  แต่จะบอกว่าถ้าเป็นวันธรรมดา ตกวันละแค่ 1500 บาทเองนะ  วันที่นุ้ยไปมันติดเสาร์อาทิตย์

 

ห้องนอนก็จะประมาณนี้แหละค่ะ

อย่าถามหาความกว้างจะ APA  แต่ของใช้อำนวยความสะดวกคือครบจริงๆ ครบมากเว่อร์ มีออนเซ็นให้แช่กันฟรีๆ ด้วย

 

 

จัดการเข้าของเช็คอินเสร็จเรียบร้อย  กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ในช่วงฤดูหนาวแบบนี้ ฟ้ามืดเร็วมาก  4 โมงกว่า ทไวไลท์ เริ่มมาแล้วจ้า

ตอนแรกตั้งใจจะไปถ่ายรูปเล่นที่ Oasis 21  ที่ Sakae Station กันก่อน แต่พอไปถึงฟ้ามืด  ต้นก็เริ่มไม่โอเค นางบอกถ่ายไปก็ไม่สวย

เข้าทางนุ้ยเลยค่ะ   หิ้วทองรออยู่พักใหญ่แล้ว  และแล้วเราก็เลือกร้านประจำที่เราชอบทานกันก่อนเลย นั่นคือ

Isomaru Suisan ถือเป็นร้านโปรด  กินแทบจะทุกครั้งที่ไปญี่ปุ่นเลยค่ะ   ร้านนี้จะเป็นแนวซีฟู้ดปิ้งย่าง นั่งดื่ม

แต่สำหรับเรานั่นกินจริงจังทุกรอบ จ้า

 

 

ถือแก้วเบียร์ทำเท่ห์  แต่กินไม่เป็น  ซดโค๊กต่อไปจ้า

 

kani เมนูโปรด  เอามาคลุกกับข้าวนะ ฟิน

 

ซาชิมิ  ก็มา มาถึงที่ต้องกิน

 

ตอนไปเที่ยวตอนกินนี่ฟินนะ

เกลียดสุดก็ตอนเขียนรีวิวนี่แหละ  นั่งดูแล้วหิว  กลืนน้ำลายต่อไปจ้า

 

 

 

หน้าร้านจะเป็นแบบนี้นะคะ ตัวอักษร 5 ตัวนะ

เดี๋ยวนี้นุ้ยเห็นมีร้านคล้ายๆ กันเยอะมาก จะว่าเขาก็อปปี้ ก็คงไม่ใช่เหรอ  แต่มันเหมือนกันมากแทบแยกไม่ออกเลย

 

 

และวันแรกของเราไม่ได้อะไรเลย  นอกจากกิน และนอน

เจอกันใหม่พรุ่งนี้

 

 

วันที่ 2

 

วันนี้เป็นวันแรก และวันเดียวที่เราจะได้เที่ยวนาโกย่ากันแบบเต็มวัน  เพราะที่เหลือจะเป็นแบบครึ่งๆ กลาง ๆ หมดเลย

และการเที่ยวแบบเต็มวันของเรานั้น ไม่อยากบอกเลยว่า เน้นกินจ้า

 

 

เราเริ่มกันด้วยสถานที่ที่ใกล้ที่พักของเราก่อนเลย  นั่นคือสะพานลอย  มันใช่เหรอ

แค่เหลือไปเห็นว่ามันเหลืออร่าม และแอบงงว่านี่มันปลายเดือนธันวาคมทำไมถึงยังเหลืองได้ขนาดนี้ มันควรร่วงไปหมดแล้ว

และสักพักเราก็เริ่มชินเมืองยังคงเห็นใบไม้เปลี่ยนสีเต็มเมืองนาโกย่าจ้า

 

 

 

ถ่ายรูปเล่นกันเสร็จ  เราไปต่อกันที่ ปราสาทนาโกย่า (Nagoya Castle) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักมากนัก เราสองคนจึงเลือกเดินไป

ถ้าสำหรับคนอื่น มันคงไกลแหละ และอาจจะไกลมาก   แต่สำหรับเราสองคน เราชินกับการเดิน และชอบเดินดูไปเรื่อยๆ ว่าใกล้ๆ มีอะไรบ้าง

มันได้เห็นบ้านเมือง  และวิถีชีวิต และมักเจอร้านเด็ด ๆ  สรุปเห็นแก่กินจ้า  555

 

เดินแปบๆ  ก็มาถึงแล้วค่ะ

 

 

ค่าเข้าปราสาทคนละ 500 เยน

เวลาเปิดปิด: 9.30- 17.00

 

เดินดุ่มๆ เข้าไปข้างในเลยค่ะ

 

และแล้วเราก็ได้เจอกับนินจาฮาโตริ  5555

ก็เมืองนี้เขาเป็นเมืองนินจานี่เนอะ

 

อย่าเข้ามานะ

 

ภายในปราสาท มีบริเวณรอบๆ ที่ค่อนข้างกว้าง  มีหลายจุดให้เราเข้าชม  ซึ่งเข้าได้ฟรี  ด้านในสวนมากๆ

ไหนๆ ก็ไปแล้วลองเข้าไปดูนะคะ  อย่าไปแค่ถ่ายรูปปราสาทแล้วกลับ

 

 

 

 

แล้วแล้วข้าก็ได้เจอกับท่านโชกุน ที่ตามหามานาน

เริ่มเพ้อ  เราไปต่อกันดีกว่าค่ะ 555

 

 

 

อ้าวไหนบอกไปต่อ  …ทำไมจู่ๆ มาหยุดอยู่ที่ของกินล่ะ

ก็คนมันหิวน้อ  ข้าวจี่นี่แหละฟินสุดแล้ว   มันก็อร่อยดีนะ

 

 

ใช้เวลาอยู่ในปราสาทนานพอสมควร

และวันนี้ฝนก็ตกตลอดซะด้วย  เราจึงตัดสินใจกันว่าไปร้านข้าวหน้าปลาไหลละกัน

เพราะเขาว่ากันว่ามาถึงนาโกย่า ต้องได้กินข้าวหน้าปลาไหล  และนี่ก็เป็นครั้งแรกกับการกินข้าวหน้าปลาไหลของนุ้ย

 

ก่อนไป  เราซื้อพาสกันก่อน  วันนี้น่าจะได้ใช้คุ้ม

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ในนาโกย่าเที่ยวกันยังไง  มีพาสเหมือนโตเกียวหรือโอซาก้าหรือเปล่า

นาโกย่าก็มีพาสจ้า  แต่มีแค่แบบ วันเดย์ เท่านั้น แบ่งเป็น 3 แบบ

ราคา subway 740 เยน

subway + bus  วันธรรมดา 850 บาท  วันเสาร์ – อาทิตย์ 600 บาท

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมกันที่ลิงค์นี้นะคะ https://goo.gl/WnDHhC

 

แต่ถ้าใครอยากดูวิธีซื้อ pass ให้เข้าไปดูในคลิปเลยค่ะ  นุุ้ยทำไว้ให้ทั้งแบบซื้อจากเคาร์เตอร์ และซื้อจากตู้ค่ะ

 

ได้บัตรสำหรับ Weekend มา คนละ 600 เยน  ใช้ได้ไม่จำกัด

บางคนบอกว่าไม่คุ้มไม่จำเป็น แต่นุุ้ยว่ายังไงก็คุ้ม  ต้องต้องกลัวหลงด้วย เข้าออกสถานีได้ตลอด

และที่สำคัญ ไม่เสียเวลาในการซื้อตั๋ว ทุกครั้งที่ขึ้นรถไฟค่ะ

 

 

 

เขาว่ากันว่าถ้าไม่ได้มากินข้าวหน้าปลาไหลร้านนี้ถือว่ามาไม่ถึงนาโกย่าเลยทีเดียว

ร้านนีี้ชื่อว่า “ Atsuta Horaiken Main Branch [Nagoya-Shi Atsuta-ku] ” กับเมนูข้าวหน้าปลาไหล ฮิตสึมาบุชิ/ Hitsumabushi

 

Atsuta Horaiken Main Branch  

เป็นร้านในตำนานที่สืบทอดรสชาติความอร่อยมากว่า 140 ปีแล้วนะเอ่อ    ไม่ใช่แค่อยู่ในตำนานนะทุกคน  เพราะร้านนี้รอนานด้วยจ้า

ระยะเวลาในการประมาณ ตั้งแต่ 30 นาที จนถึง 2 ชั่วโมงจ้า  ทีเด็ดอยู่ที่ซอสสูตรพิเศษ ที่มีมาร้อยกว่าปีนั่นแหละ

ในร้านมีเมนูหลายอย่าง แต่ที่ต้องกิน และที่จะพูดถึงก็ข้าวหน้าปลาไหลฮิตสึมาบุชิ/ Hitsumabushi นี่แหละค่ะ มีให้เลือก 2 ขนาด

ขนาดปกติ  3,600 เยน และขนาดใหญ่  5,100 เยน

เวลาทำการ11:30AM – 2:00PM, 16:30PM – 8:30PM

วันหยุดวันพุธ และทุกวันพฤหัสบดีที่ 2 และ 4 ของเดือน

วิธีเดินทางขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินสาย Meijo ลงที่สถานี Tenmacho เดิน 7 นาที

 

 

ในที่สุดเวลา สองชั่วโมงที่รอคอยก็มาถึง   ขอเตือนว่าอย่าใช้อารมณ์ของการรอนานแล้วสั่งชามใหญ่นะ  เพราะขนาดปกติก็ใหญ่มากแล้ว

ถ้าสั่งชุดใหญ่ เชื่อได้เลยว่ากินวันนี้อิ่มไปถึงชาติหน้าแน่นอน

ฮิตสึมาบุชิ/ Hitsumabushi  ข้าวหน้าปลาไหลที่เสิร์ฟมาในภาชานะไม้แบนี้

วิธีการทานให้แบ่งออกเป็นสามส่วน

ตักส่วนแรกใส่ถ้วยที่เตรียมมาให้นะคะ แล้วก็ทานแบบเปล่าๆ ไม่ต้องใส่อะไรเพิ่มเลย ทานจนหมด

ส่วนที่สอง ตักใส่ถ้วย และใส่ส่วนผสมต่างๆ สาหร่ายต้นหอมซอย วาซาบิ

และส่วนที่สามให้เติมน้ำชาที่เตรียมมาให้

เอาจริงๆ นุุ้ยชอบแบบแรกสุด  และเป็นการกินครั้งแรกที่ประทับใจมาก ชอบมาก เนื้อปลามีความหอมกลิ่นย่าง กรอบนอกนุ่มใน ซอสอร่อยกลมกล่ม

สำหรับต้นที่ชอบกินข้าวหน้าปลาไหล  นางบอกว่า ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น ไม่เหมือนข้าวหน้าปลาไหลที่กินมา และอร่อยสุดจ้า

ต้องไปลองเอง

 

กินอิ่ม ตัวแทบแตกในแบบที่อร่อยมากกันแล้วนั้น นุ้ยตั้งใจจะไปช้อปที่ “Osu Shopping Street”

โดยรถไฟใต้ดินสาย Tsurumai Line สถานี Osu Kannon ทางออก 2 และเราจะได้ศาลเจ้าก่อน

ชื่อว่า Osu Kannon Temple” วัดโอสุคันนอน  เราก็เลยแวะไหว้พระขอพรกันก่อน  ศาลเจ้านี้ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่นเลยนะ

ที่ศาลเจ้านี้เป็นที่ประดิษฐานของเทพคันนอน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเทพเจ้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความเมตตา เป็นพระพุทธรูปไม้แกะสลัก

 

แต่จู่ๆ พอไหว้พระเสร็จ  ได้แต่มองเห็น “Osu Shopping Street”  อยู่ใกล้ๆ และทำตาปริบๆ

เพราะต้นบอกว่า เดี๋ยวฟ้าจะมืด จะรีบไปถ่ายรูปที่ Oasis 21

เอาว่ะ เพื่อความสบายใจของคุณสา  เรายอมเสียสละไม่ชอบตอนนี้ก็ได้

 

และในที่สุด ฝันของต้นก็เป็นจริง

พยายามจนมาทันช่วงทไวไลท์ ของ Oasis 21  แม้ว่าจะได้รูปมาแค่รูปสองรูปก็ตาม

 

 

ถ้าเพื่อนมาที่นี่ แนะนำว่าต้องเดินขึ้นไปถ่ายรูปที่ด้านบนนะคะ สวยมากๆ เลย

จะมีแสงไฟ เปลี่ยนสีไปตลอดทางเดิน และพื้นที่ตรงกลางจะเป็นน้ำมีเงาสะท้อนสวยเลย

ไปนั่งรับลมดูวิวเมือง  ฟินไปอีกจ้า

 

 

และค่ำคืนนี้เราขอปิดท้ายกันด้วยเมนูขึ้นชื่ออีกหนึ่งเมนูของเมืองนาโกย่า

แม้ว่าจะมีสาขาทั่วญี่ปุ่นก็ตาม  แต่……  แต่เราก็ยังไม่เคยกิน

อุส่าเก็บท้องไว้กินแบบต้นตำรับ 5555555

เมนูที่นุ้ยบอกคือไก่ทอดยามะจัง  ของร้าน ปีกไก่ทอด Sekai no Yamachan (เซไค โนะ ยามะจัง)

นุ้ยไม่ให้พิกัดละกันเนอะ  เพราะสาขาเยอะมากๆ  หากเพื่อนๆ อยากไปกิน ใช้วิธีเสิร์ชพิกัด ใกล้ที่สุดใน Google map จะได้หาทานง่ายไม่ต้องเดินทางไกล

 

 

ที่ร้านมีขายอาหารหลายอย่างนะ  แต่เด็ดสุดก็ไก่ทอดนี่แหละ

จะบอกว่าหน้าตาดูธรรมด๊า ธรรมดามาก  แต่พอกินแล้วมันอร่อย

ไก่ทอดจะมี 2 แบบ อีกแบบจะเป็นสีดำๆ  สำหรับนุุ้ยไม่ผ่านเลยค่ะ  กินคำเดียวเลย

แต่จานนี้สั่งเพิ่ม 2 รอบ  รับรองถูกปากแน่นอน

 

 

ส่วนเมนุอย่างอื่นนั้น ก็ทั่วไปนะ

 

 

 

วันที่ 3 ….

วันนี้เราจะอยู่แค่ครึ่งวันก่อนเดินทางไปทาคายาม่า  เป็นช่วงเวลาเก็บตกของการช้อปปิ้งจากเมื่อวานที่โดนต้นเทไปถ่ายรูป

แต่ก่อนไปช้อปปิ้ง เราไปที่ Nagoya City Science Museum พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์  

เวลาเปิดปิด: 9.30- 17.00

วันปิดทำการ:ทุกวันจันทร์ และศุกร์ที่ 3 ของเดือน 

การเดินทาง Tsurumai line สีน้ำเงิน  ลงสถานี Fushimi Sation

สถานที่อลังการเลยค่ะ ไปถึงก็่ถายรูปกับลูกโลกนี่แหละ(ใช่หรือเปล่าหว่า)

 

 

และสุดท้ายเราก็ได้ข้อสรุปว่าเราไม่ได้เข้าไปด้านในเพราะคนเข้าคิวยาวล้นออกมานอกอาคารเลยทีเดียว

เราสองคนกลัวจะกลับไปขึ้นรถรอบที่จองไว้ไม่ทัน  ก็เลยตัดสินใจเดินจากลามาแบบเงียบๆ  และถ่ายรูปด้านหน้าไว้เป็นที่ระลึก

 

 

และเดินกลับมาจาก Nagoya City Science Museum  เพื่อไป Osu shopping street   ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก 

เป็นถนนช้อปปิ้งที่เก่าแกมาก เปิดมา 400 กว่าปี

เวลาเปิดปิด: 11.00 – 20.00 น. รถไฟใต้ดินสาย Tsurumai Line สถานี Osu Kannon ทางออก 2

ไปเดินสำรวจกันว่ามีอะไรบ้าง

 

 

ถนนเส้นนี้จะเน้นไปที่อาหาร  พวกเสื้อผ้ามีบ้างแต่ไม่เยอะนัก

และร้านนี้เป็นร้านเด็ดสินะ  คนเยอะเชียว  เราสองคนก็ไม่พลาดที่จะลองชิม

 

รอคิวไม่นานนัก และสิ่งที่เราได้มาคือไก่ทอดร้อนๆ จ้า

รสชาตินะเหรอ  …..สำหรับนุ้ยก็ไก่ทอดไง

แต่ต้นบอกว่าอร่อย  นุุ้ยว่าเป็นเพราะต้นหิว  แต่ต้นบอกว่าอร่อยจริงๆ

นุ้ยก็เลยลองกินใหม่  เออ อร่อยหว่ะ  กินได้เรื่อย ๆๆ   555 แอบงงตัวเอง

 

 

ร้านนี้คนเยอะมาก  แต่นุ้ยไม่แวะเพราะชะเง้อหน้ามองแล้ว มันคือไอติมผัดบ้านเรานั่นเอง  แต่อาจจะเป็นสิ่งใหม่ของคนที่นี่

เอ๊ะ ! หรือเจ้าของร้านหล่อ  …. ทำไมเราพลาดละนี่

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากช้อปเสร็จ กินอิ่ม  เราก็ไปต่อกันที่ทาคาย่า

ขอเว้นรีวิวช่วงที่อยู่ทาคายาม่าไว้ก่อนน๊า  สามารถไปดูได้จากคลิปน๊า

 

 

 

 

ขอข้ามมาวันที่ 5 เลยแล้วกันเนอะ วันที่เราจะกลับมาจากทาคายาม่าแล้ว

กว่าจะมาถึงนาโกย่าก็เกือบ บ่าย 2 แล้วหล่ะ นุ้ยรีบเข้าไปเช็คอินก่อนเลยเพื่อเก็บกระเป๋า

ที่พักของวันนี้คือ Hotel silk tree Nagoya   นุ้ยจองมาในราคาประมาณ 1500 บาท รวมอาหารเช้า (อาหารเช้าธรรมดานะ ไม่ได้หวือหวา) 

แต่ถือว่าถูกมากเลยทีเดียว   ลักษณะห้องและข้าวของเครื่องใช้เหมือนกับ APA เลย

แต่สถานทีรถไฟใต้ดินที่มาที่นี้ค่อนข้างจะต้องยกกระเป๋าขึ้นบันไดสูงเลยทีเดียว  หาลิฟต์ไม่เจอ  ถ้าต้องแบกกกระเป๋า ไม่แน่นำเท่าไหร่นะคะ

 

 

 

 

หลังจากเช็คอินเรียบร้อยแล้ว  เราไปเที่ยวงานดูไฟ กันที่ งาน Nabana no sato illumination

บอกเลยว่าต้องไปนะคะคุณ   มันสวยมาก  แต่มันก็จะมีค่าใช้จ่ายเยอะพอสมควร  แต่ก็แหม่ไปเที่ยวทั้งที

นาโกย่านี่ก็ใช่ว่าจะไปบ่อยๆ เหมือนโตเกียวซะที่ไหนละ  ไปแล้วก็พยายามไปให้ครบๆ เนอะ

ที่เห็นในรูปคือตารางรถบัส นะคะ   ให้เราไปซื้อตั๋ว และขึ้นรถบัสที่ Meitetsu BC Bus Stop

(ขั้นตอนการเดินทางแบบละเอียดดูในคลิปด้านบนนะ)   ราคารถบันขาละ  890 เยน /คน

 

นั่งรถมาประมาณ 1 ชั่วโมง  ถึงงานเลยค่ะ มาถึงหน้างานมีค่าเข้าคนละ 2,300 เยน

โดยจะมีหางบัตรให้เราสามารถซื้ออาหารการกินขนมในงานของต่างๆ ได้ คนละ 1,000 เยน

 

 

 

เดินเข้าไปเรื่อยๆ  คุณขา โซนนี้คือสวยสุด  แต่จุดนี้ต้องจ่ายค่าเข้าอีก 1,000  เยน ต่อคน

แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วเข้าไปเถอะมันสวยดี เข้าไปแล้วก็ถ่ายรูปให้คุ้มนะ

 

 

มาถึงความอลังการงานสร้างของความตระการตาของอุโมงค์ไฟ

มันสวยมากจริงๆ สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาแล้ว    เป็นอุโมงไฟที่ยาวมากๆ

อากาศหนาวๆ เดินกุมมือแฟนในบรรยากาศแบบนี้  คือโคตรดีต่อใจ

 

 

การแสดงแสงสีเสียงจุดนี้ดีมาก  จะแสดงวนไปเรื่อยๆ สวยมากๆ อยากให้บ้านเรามีแบบนี้จัง

 

เอาเป็นว่าให้ภาพมันเล่าเรื่องละกันเนอะว่าสวยขนาดไหน

ต้องไป ต้องไปจริงๆ

 

และวันถัดมาก็เป็นวันกลับแล้วค่ะ

วันนี้เราสองคนตกลงกันว่าจะไม่ถ่ายรูป แพคกระเป๋า เก็บกล้องให้เรียบร้อย

แล้วไปช้อปปิ้ง หาของอร่อยกินกัน  ……

เที่ยวมาหลายวัน ไม่ล้มละลายเท่าวันสุดท้าย   ช้อปกันกระเป๋าเบาเลยทีเดียว

 

…..

หากใครที่ยังลังเลว่าจะไปเที่ยวนาโกย่าดีมั้ย

ไปเถอะ …… เราชอบ เราอยากให้ไป  เที่ยวง่าย อาหารอร่อย  มีจุดเที่ยวเยอะมาก

และที่สำคัญที่พักเมืองนี้ไม่ค่อยแพง  เราชอบๆ  เจอกันใหม่รีวิวหน้านะคะ

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : Nagoya Trip : นาโกย่า เที่ยวเอง เที่ยวง่าย