ที่นี่…ปากพนัง

ที่นี่…ปากพนัง

.

.

” รังนกเลื่องชื่อ  ร่ำลือขนมลา

โอชาไข่ปลากระบอก  ส่งออกกุ้งกุลาดำ

ออกพรรษาไหว้พระลาก  นิยมมากแข่งเรือเพรียว” 

เป็นคำขวัญที่ก้องอยู่ในหูมาตั้งแต่ตัวเล็กๆ

ตราบจนทุกวันนี้ คำเหล่านี้ยังคงไม่เลือหาย

และยังบ่งบอกความเป็นปากพนังได้ดีไม่ต่างไปเดิมนัก

…….

หลายครั้งที่นุ้ยพาทุกคนไปเที่ยวที่ไกลๆ  ทั้งในและต่างประเทศ

แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะพาทุกคนมาเที่ยวบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง

แต่วันนี้ …..

นุ้ยจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ  วิถีชีวิต ที่เรียบง่าย ในเมืองเล็กๆ  ริมแม่น้ำ เมืองหนึ่ง

ชื่อว่า “ปากพนัง”

.

.

.

.

คลิป 

มาทำความรู้จักกันแบบสาระน่ารู้สักหน่อย 

.

ปากพนัง  เป็นชื่ออำเภอหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช

ในอดีต ปากพนังเป็นเมืองท่าศูนย์กลางทางการค้าและเศรษฐกิจที่สำคัญ

เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเป็นแหลมยื่นออกไปในทะเล และตัวอำเภอมีแม่น้ำไหลผ่านไปจนถึงปากอ่าว

เหมาะแก่การเดินเรือและการกระจายสินค้าต่อไปยังหัวเมืองสำคัญอื่น ๆ

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2  หลายอย่างเปลี่ยนไป ปากพนังไม่ได้คึกคักเหมือนครั้งในอดีต

แต่ปากพนัง  ยังเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งข้าวปลาอาหาร และธรรมชาติที่สวยงาม

การเดินทาง

สำหรับการเดินทางมาอำเภอปากพนัง เราเริ่มกันที่อำเภอเมืองนครศรีธรรมราชแล้วกันเนอะ

  1. เช่ารถ จากอำเภอเมือง ขับเที่ยวได้สบายๆ
  2. รถเมล์ สีส้ม ลมเย็น  มีทั้งแบบด่วน และธรรมดา  สามารถขึ้นได้ที่บริเวณข้างวัดวัง
  3.  รถตู้  ขึ้นได้ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดนครศรีธรรมราช
  4. เท็กซี่   ซึ่งต้องโทรเรียกที่ศูนย์

.

หากถามว่าปากพนังจะไปเที่ยวแบบไหนดี

วันเดย์ทริปพอมั๊ย  หรือควรค้างคืนดี

ถ้าถามนุ้ย นุ้ยคงต้องบอกว่า … ค้างคืน ปากพนังมีอะไรดีๆ เยอะเลยนะ

แต่ถ้าหากไม่ค้าง ทางที่จะสะดวกที่และ และใช้เวลาได้คุ้มมากที่สุก็คือการเช่ารถนั่นเองค่ะ

เพราะการเดินทางด้วยวิธีอื่นจะค่อนข้างจำกัดในเรื่องของเวลา

รถรอบแรกอาจจะไม่ใช่ปัญหา เพราะมีตั้งแต่ 6 โมงเช้า แต่รอบขากลับนี่สิ หมดเร็วมากเลยนะ

อาจจะมีคำถามว่า … แล้วจะอยู่ทำไมจนมืดจนค่ำ

ถ้าหากเป็นวันอาทิตย์ จะมีตลาดย้อนยุคในตอนเย็น พลาไม่ได้เลยนะ

และถ้าหากเป็นวันธรรม นุ้ยอยากให้ไปนั่งชิลล์ กินน้ำชาหน้าเขื่อน มันชิลล์จริง ๆ

เรามาเริ่มสตาร์ททริปนี้กันตั้งแต่เช้าตรู่

มาถึงจุดนี้ คงอยากบอกทุกคนว่า ให้คิดว่านุ้ยคือนักท่องเที่ยวมาเที่ยวบ้านตัวเองนะ

อย่าคิดว่าว่าเป็นเจ้าบ้านที่จะรู้ไปหมดทุกอย่าง  .. เพราะปีหนึ่งๆ กลับบ้านไม่เกิน 10 ครั้ง

… แต่กลับทุกครั้ง จะพกความสุขกลับไปเสมอ

ปากพนังมีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่าน นั่นก็คือแม่น้ำปากพนังนั่นแหละ

ปากพนังจึงถูกแบ่งออกเป็นฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก

ตอนเช้าจะเป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบ   ทุกชีวิตดำเนินไปตามแบบที่เคยเป็น

เช้านี้รีบแปลงฟันล้างหน้า  อาบน้ำหรือเปล่าไม่ต้องถาม เพราะแป้งยังไม่ทาเลย

บึ่งรถออกจากบ้านแต่เช้า  เพื่อมาซื้อข้าวเหนียวร้านนี้

ข้าวเหนียวดำ หน้ามะพร้าวหรือหน้ากระฉีกนี่แหละค่ะ

ไม่เคยกินที่ไหนอร่อยกว่าที่นี้  ข้าวเหนียวจะเป็นข้าวเหนียวดำล้วนๆ ไม่ผสม  หน้ามะพร้าวหวานมันเข้มข้น

ห่อละ 5 บาท เท่านั้น

สำหรับคนที่จะมาร้านนี้ นุ้ยไม่แน่ใจว่าขายทั้งวันหรือเปล่า แต่นุ้ยเคยไปซื้อเฉพาะตอนเช้า

ให้คนเริ่มที่วงเวียนหัวถนนปากพนัง ขับรถไปทางซอยสระแก้ว (นักท่องเที่ยวจะรู้จักมั๊ย ซอยสระแก้วอยู่ไหน)

เอาเป็นว่าให้เราหันหลังให้แม่น้ำ มองออกมาที่วงเวียน เจอวงเวียนให้เลี้ยวขวาไปเรื่อยๆ ร้านรถเข็นจะจอดอยู่ด้านซ้ายมือ

ร้านที่สองที่อยากแนะนำ ชื่อว่าขนมครกยายฉิม

ขนมครกปกติของยายแกก็อร่อย   แต่ให้เด็ดต้องเป็นขนมครกหน้ากุ้ง

นุ้ยเชื่อว่าเพื่อนๆ ต้องไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน

ยายฉิมแกไม่ได้มีร้านเป็นกิจจะชัดเจน ยายเล่าว่าขายมาหลายสิบปีแล้วอยู่ตรงนี้ไม่เคยไปไหน

แต่จะมาตั้งเตา ตั้งเก้าอี้ นั่งขายริมถนน  ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับร้านข้าวเหนียวเมื่อตะกี้เลย

กะทิเข้มข้น

นี่แหละเมนูเด็ดที่นุ้ยบอก  กลับบ้านทุกครั้งไม่เคยพลาด

ยกเว้นตื่นสาย ไปซื้อไม่ทัน ..

นี่แหละบริเวณ หน้าร้านขนมครกของยายแก

จะมีสมาคม นั่งเม้าท์ยามเช้าด้วย  หรือถ้าใครหิว จะทานโจ๊กด้านหลังร้านยายแกก็ได้นะ

รสชาติดีเลยทีเดียว

.

หลังจากได้ขนมครก ได้ข้าวเหนียวแล้ว เราไปวัดกันต่อ ที่นี้คือวัดนาควารี  หรือวัดหูล่อง

ปากพนังเป็นเมืองที่มีวัดเยอะมาก  ไปไหนก็จะเจอวัด จะว่าไปคนบ้านเราก็ใจบุญศุลทาน เข้าวัดเข้าวา กันเยอะน๊า

แต่จริงๆ แล้วนุ้ยไม่ได้มาทำบุญที่วัดหรอกค่ะ  เพาะเช้าๆ  หลวงพี่คงพึ่งกลับจากบิณฑบาตร

นุ้ยแค่เห็นวัดสวยแปลกตา  ก็เลยถ่ายรูปสักหน่อย

หรือถ้าให้จริงขึ้นมาอีกนิด  คือนุ้ยเข้ามาจอดรถค่ะ

เพราะวัดหู่ล่องอยู่ติดกับตลาดสดตอนเช้าฝั่งตะวันตก

เดินออกจากวัดข้ามถนน เจอร้านน้ำชาริมถนน  นุ้ยไม่รู้หรอกว่าชื่อร้านอะไร

แต่นุ้ยเรียกร้านน้ำชาหน้าวัด เป็นร้านที่มากินทุกครั้งที่กลับบ้าน

นุ้ยไม่รู้ว่ามันเป็นความคุ้นเคย  หรือเราชอบจริงๆ เพราะนุ้ยว่ากินชาร้อนที่ไหน ก็ไม่อร่อยเท่าที่นี้

กลินชาหอมเตะจมูก  หวานกำลังดี

บรรยากาศร้านก็จะประมาณนี้  ..

เช้าๆ นั่งดูรถรา ดูความเป็นไปของวิถีชีวิต  มีทั้งเรียบง่าย และเร่งรีบ

ต่างคนต่างมีหน้าที่ที่ต้องทำ

เสน่ห์อีกหนึ่งอย่าง แม้ว่าจะสะพานเชื่อมระหว่าง ปากฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก

แต่คนส่วนใหญ่ ยังคงเลือกใช้เรือเมล์ข้ามฟาก  ซึ่งมีค่าบริการเพียงครั้งละ  1 บาทเท่านั้น

ว่าแล้วเราก็  ไปเที่ยวฝั่งตะวันออกกันเลย  สำหรับคนที่ไม่ได้นำรถมา

สามารถนั่งเรือเมล์ข้ามไป และเดินไปเที่ยวตามจุดต่างๆ ได้เลย

เรือเมล์ หรือเรือข้ามฟาก  จะมี 2 ลำ สลับกันรับส่งไปมา ให้บริการตลอดทั้งวัน

บรรยากาศในเรือกระประมาณนี้

ถึงฝั่งตะวันออกแล้วจ้า  บริเวณท่าเรือจะเป็นตลาดร้อยปี  มีบ้านเรือนเก่า ทั้งบ้านไม้ และตึกที่่อายุนับร้อยปี

มีทั้งอาหารสดอาหารแห้งมาวางจำหน่ายกันแน่นขนัด

และที่สำคัญอาหารทะเลสดๆ ที่เราเห็นกัน ส่วนใหญ่จะมาจากชาวประมง ที่ออกทะเลเองซะส่วนใหญ่

กลางค่ำกลางคืนออกทะเล  ตอนเช้ามาวางขาย

.

เห็นภาพนี้คิดถึงตอนเป็นเด็ก  บ้านที่แค่พอมีพอกิน แบบบ้านนุ้ย

ตั้งอยู่ริมคลองที่ห่างออกไป รถราก็ไม่มี  ยานพาหนะอย่างเดียวที่จะพาเรามาถึงตลาดนี่ได้คือ เรือหางยาว

จึงไม่แปลกเลยที่นุ้ยจะปั่นจักรยานไม่เป็น  แต่ถ้าขับเรือ ” สู้ตายค่ะ “

นี่คือของฝากชั้นเลิศ ถ้ายิ่งเป็นปลากระบอก ได้ชิมเป็นต้องติดใจ

ทอดให้สุก ขอข้าวสวยร้อนๆ ราดแกงส้ม แค่นี้ก็สวรรค์แล้ว

ปูดำ ปูทะล ก็มีมาวางขาย ถ้าสำหรับคนในพื้นที่อาจจะบอกว่าราคาสูง

เพราะอาชีพหลักๆ ของพวกเราคือการทำประมง  เราสามารถหากินเองได้โดยไม่ต้องซื้อ

แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยว … ต้องบอกว่าถูกมาก เมื่อเทียบกับราคาปู ที่เรากินตามร้านอาหารคลองโคน แถวสมุทรสงคราม

.

หลายครั้งที่นุ้ยชอบไปกินปูที่อื่นที่ไม่ใช่ที่ปากพนัง เพราความอยากกินของเราจริง

ทุกครั้งที่โพสต์รูป  … บรรดาเหล่าพี่สาว ก็จะมาเม้นว่า   กลับบ้านมากินบ้านพ่อดีมั๊ย  บ้านพ่อก็นะ

ถ้าสักวันหนึ่ง ไม่ต้องห่วงเรื่องหน้าที่การงานมากนัก  นุ้ยจะกลับไปเปิดโฮมเสตย์ และพัฒนาบ้านเรา

ถาดนี้ 100 บาทจ้า

เมื่อมาถึงฝั่งออก เดินตามตรงมาเรื่อยๆ เราจะเจอ

ตึก 3 ชั้น สีเหลืออ่อน ประตูไม้สีเขียว บริเวณมุมสี่แยก  เป็นเหมือนอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของปากพนัก

ตึกนี้มีอายุนับร้อยปี  และเป็นจุดเริ่มต้นของการเลี้ยงนกนางแอ่น

หลายคนอาจจะเคยได้ยินมา มาปากพนัง ต้องมาดูคอนโดนก  … ซึ่งจะเห็นได้ตลอดริมแม่น้ำ เลยทีเดียว

เพราะเป็นอาชีพที่เฟื่องฟูมากในยุคหนึ่ง  แต่หลังๆ เริ่มซบเซาลง แต่ก็ยังมีให้เราอยู่บ้าง

จุดนี้จึงกลายเป็นมุมฮิปเตอร์เก๋ๆ ในมุมมองนุ้ย

ตรงกันข้ามตึกเหลือง จะมีร้านขายยา เป็นลักษณะบ้านไม้ 2 ชั้น

บ่งบอกความเป็นปากพนังได้เป็นอย่างดี  วิถีเดิมๆ กับชีวิตที่เรียบง่าย ความคลาสสิคที่มากกว่าความเก่า

ไปต่อกันที่จุดต่อไปค่ะ  จะพาไปทานร้านอาหารอร่อยๆ กันอีกสักร้าน

เป็นร้านที่เราสามารถเดินไปได้จากท่าเรือ   เดินมาจนถึงสี่แยกตึกเหลือง ให้เลี้ยวขวา เดินตรงไปเรื่อย ๆ

ร้านจะอยู่ตรอกเล็ก ๆ ด้านขวามือ   ชื่อว่าร้านบ้านชายคลอง

บรรยากาศก็จะประมาณนี้

ก่อนจะไปเข้าสู่เมนูอาหาร คงต้องบอกกันก่อนว่า เรื่องรสชาติอาหารเป็นรสยมส่วนบุคคลนะ อาจจะชอบ เปรี้ยว เค็มหวาน ต่างกัน

และโดยรวมราคาอาหาร จะค่อนข้างสูง แต่รสชาติอร่อย นุ้ยรับได้

เริ่มกันที่เมนูแรก เด็ดมากๆ

ต้มส้มปลากระบอก ที่สำคัญเป็นปลากระบอกไข่ซะด้วย เปรี้ยวๆ หวานๆ อร่อยมาก

เอกลักษณ์ของต้มส้มปากพนัง จะเป็นการต้มด้วยน้ำส้มจาก และจะมีสีเหลืองจากขมิ้นแบบนี้แหละ กินกับพริกสด เด็ดมาก

ถ้วยนี้ราคา 220 บาท

เมนูโปรที่สอง ชอบมาก ของขึ้นปากพนังเลยนะ

ไข่ปลากระบอกสดทอดน้ำปลา   เสิร์ฟมาพร้อมยำมะม่วง   ตัวไข่ปลามีการปลุกรส เค็ม ๆ หวาน ๆ อร่อยสุด

ราคา 180 บาท

กุ้งผัดกะปิสตอ  กุ้งตัวโตๆ สะตอสด ๆ กะปิดหอม

ราคา 180 บาท

พล่าหอยแมลงภู่  หอยแมลงภู่ตัวโตๆ  เป็นอีกเมนูที่อร่อยมาก

แต่มีหอยแค่ 5 ตัวเอง  ราคา 180 บาท

ทอดมันปลา 120 บาท น้ำจิ้มอร่อยแต่ตัวทอดมันธรรมดา

ใกล้ๆ กันมีร้านกาแฟด้วยนะ  จริงๆ ก็อยู่ในบริเวณเดียวกันนั่นแหละ

ตอนเห็นนะตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยรู้มาก่อนว่าปากพนังมีร้านกาแฟ ริมแม่น้ำด้วย

บรรยากาศก็ประมาณนี้  ร้านจะเงียบๆ หน่อย ไม่ค่อยมีลูกค้าอาจจะเป็นเพราะตอนนุ้ยไปคือช่วงบ่ายของวันธรรมดา

แต่นุ้ยกลับชอบช่วงเวลาที่ไม่มีคนแบบนี้  เงียบ และชิลล์

ลมพัดเย็นๆ นั่งชิลล์ริมแม่น้ำ กับกาแฟ สักแก้วก็นั่งได้เป็นวัน

ม็อคค่าอร่อยเลยนะ

คาปูก็ฟินนะเออ

ใกล้ๆ จะมีสตรีทอาร์ทเบาๆ

……

หลังจากกินอิ่ม เราเดินย้อนกลับ ไปทางสี่แยกเหมือเดิม ให้เดินผ่านสี่แยกไปเรื่อยๆ ซึ่งเราจะเดินไปหาที่เที่ยวต่อ

เจอร้านขายรังนก ขอแวะไปเข้าดูให้เป็นบุญตา สักหน่อยสิ ว่าเป็นยังไง

รังนกจะมี 2 แบบหลัก คือแบบที่ทำความสะอาดแยกขนออกแล้วราคาสูงมาก กิโลละ 70,000- 80,000 บาท

แต่สำหรับรังนกที่ยังมีขนนกติดอยู่กิโลกรัมละ 30,000 บาท

ราคาสูงมากเลย  แต่กว่าจะได้สักกิโล ก็ต้องใช้ปริมารเยอะอยู่เหมือนกัน

เดินต่อมาเรื่อยๆ ปลายทางของนุ้ยตั้งใจจะไปให้ถึงบริเวณหน้าเขื่อน และตลาดน้ำ

ถ้าใครมีรถก็ขับรถต่อไปได้เลยนะ   แต่ถ้าเดินไหวก็เดินได้

สมัยเป็นเด็กน้อยเรียนหนังสือ  นุ้ยเดินทุกวัน จากท่าเรือไปโรงเรียน เป็นเส้นทางที่คุ้นเคย

ระหว่างทางเราสามารถแวะกินขนมจีนป้าแขได้  แต่วันที่นุ้ยไปป้าปิดร้านซะงั้น  ก็เลยอด

ใกล้ ๆ กับร้านป้ามีมุมที่นุ้ยมองข้าม มาแต่เด็ก นั่นคือมุมตรงโรงสีเก่า

แต่วันนี้กลับเป็นมุมที่นุ้ยหยุดถ่ายรูป

เวลาเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยน แม้กระทั้งความคิด ความรู้สึก ยังเปลี่ยนเลยเนอะ

เดินตรงเรื่อยๆ มาตามเส้นถนน เจอวัดนันทาราม หรือคนที่ปากพนังเรียกกันว่าวัดใต้

ตั้งใจแวะเข้าไปกราบสักการะองค์หลวงพ่อผุด

แต่ตอนนี้กำลังบูรณะ ศาลากลางน้ำใหม่

นุ้ยไหว้มาตั้งแต่เด็ก  เดินผ่านก็เกือบทุกวัน

แต่อย่าถามเลยนะว่าประวัติความเป็นมายังไง  สำหรับบางเรื่อง เราอาจจะไม่จำเป็นต้องรู้

แค่ความรู้สึกเราบอกว่าใช่มันก็โอเคแล้วล่ะ

และในช่วงเทศกาล วัดนันทารามแห่งนี้ ยังเป็นศูนย์ สำหรับการจัดงานต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลเดือนสิบ  งานชักพระแข่งเรือเพรียว

เดินออกจากวัดให้เลี้ยวขวาเดินไปเรื่อยๆ ประมาณ 500 เมตร

จะไปถึงจุดที่ชิลล์มากๆ นุ้ยชอบเป็นการส่วนตัว แต่ควรไปช่วงเย็น

นุ้ยเรียกที่นี้ว่าหน้าเขื่อน  เรียกมาตั้งแต่เด็กแล้ว  แต่ปัจจุบันหลายคนอาจจะเรียกว่าปากพนังริเวอร์ฟร้อนท์

เพราะถ้าช่วงกลางวันจะไม่มีร้านค้า ร้านขายของ

และในช่วงเวลาเย็นๆ  บริเวณนี้ จะเห็นพระอาทิตย์ตกด้วย

.

.

บรรยากาศประมาณนี้ โปรดอย่าถามหาความหรูหรา  เพราะนี่คือปากพนัง เน้นชิลล์ นาจา

โอวัลติลภูเขาไฟสักแก้วมั๊ย

.

ชานมมั๊ยค่ะ ขนมปังปิ้งก็มี

ก็ไม่ได้มีอะไรมากนะ ก็แค่นี้เอง

แค่นั่งริมน้ำ ดูแสงอาทิตย์คล้อยไปเรื่อยๆ  แค่นั่งดูเรือหางยาววิงผ่าน  แค่นั่งดูดนกบินกลับรัง

แค่นั่งรำลึกความหลัง คิดถึงใครบางคน

.

แต่ทุกอย่างยังไม่จบจ้า

ก่อนมาน้องๆ บอก

“พี่สาวนุ้ย   อิ่มจังแล้วนิ ไม่กินแล้ว”

แต่เผลอแปเดียว  มันก็วิ่งไปสั่งส้มตำกันเฉย

เป็นไงละ ส้มตำพระอาทิตย์ตก

สำหรับวันปกติ ของคนไม่มีรถสามารถจบทริปแบบวันเดย์ทริป ณ จุดนั้นได้เลย

แต่ถ้าหากเป็นวันอาทิตย์  นุ้ยขอนำเสนอตลาดน้ำย้อนยุคค่ะ

ตลาดตั้งอยู่ใกล้ๆ กับบริเวณหน้าเขื่อนนั่นแหละ

ตลาดจะมีทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ จนถึง 2 ทุ่ม

เป็นตลาดริมคลองเล็กๆ  บรรยากาศคล้ายๆ งานวัด

แม่ค้าต่างพากันใส่ชุดแบบไทย

ที่ห้ามพลาดเป็นร้านขนมจีน  อร่อยมาก  จริงๆ ปากพนัง ขนมจีนอร่อยทุกร้านนะ

ขนมก็ราคาชุดละ 20  อร่อยทุกร้าน มีทั้งขนมแปลก ขนมดั้งเดิม

.

หมี่ผัดกะทิเป็นอีกหนึ่งเมนูที่อร่อยถูกใจ อร่อยเข้มข้น เส้นเหนียวหนึบ ลูกบ่าวหล่อ

ที่ผ่านมาคือวันเดย์ทริปสำหรับคนไม่มีรถ ที่นุ้ยพอจะแนะนำได้

แต่ต่อจากนี้จะเป็นอีกหลายๆ สถานที่ ที่อยากให้ไป  แต่อาจจำเป็นจะต้องมีรถยนต์ขับไป

เริ่มกันที่ สถานที่ที่เราหลายคนคุ้นเคยและคุ้นหูกันเป็นอย่างดีนั่นคือ

ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ  หรือชาวปากพนังมักจะเรียกกันสั้นว่า เขื่อน

เป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ที่ทรงห่วงใยความเดือดร้อนและความทุกข์ยากของประชาชนในพื้นที่ อำเภอปากพนัง เชียรใหญ่ ชะอวด ร่อนพิบูลย์ จุฬาภรณ์

เฉลิมพระเกียรติ พระพรหม บางส่วนของอำเภอลานสกา อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช   รวมถึงพื้นที่บางส่วนของอำเภอควนขนุน

อำเภอ ป่าพยอม จังหวัดพัทลุง และบางส่วนของอำเภอระโนด จังหวัดสงขลาด้วย

ซึ่งบริเวณดังกล่าว มีประชาชนมากกว่า ๖๐๐,๐๐๐ คน มีพื้นที่ประมาณ ๑.๙ ล้านไร่

ทุกวันนี้สถานที่แห่งนี้กลายเป็น พักผ่อนหย่อนใจ ตอนเย็นๆ จะมีทั้งคนมาออกกำลังกาย พาลูกเด็กเล็กแดงมาเดินเลย

แม้

เราจะเห็นภาพเหล่านี้  ยกยอ เพราะเป็นเหมือนวิถีชีวิต  อาชีพของชาวปากพนัง การทำประมง เหมือนจะเป็นอาชีพหลัก

แต่ในขณะเดียวกัน ความเป็นเกษตรกร และชาวสวน ชาวนาว ก็ยังคงมีให้เห็น

นี่คือหลักฐานแห่งความรุ่งเรืองในด้านเกษตรกรรมในสมัยก่อน

จะมีปล่องไฟโรงสีข้าวให้เราเห็นอยู่หลายปล่องเลยทีเดียว   ปล่องนี้ก็เห็นได้จาก ในพื้นที่บริเวณเขื่อนนี่แหละค่ะ

นอกจากประตูราะบายน้ำแล้ว  ในบริเวณพื้นที่ยังมี พิพิธภัณฑ ์เฉลิมพระเกียรติ

ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ ประกอบด้วยห้องทรงงานส่วนพระองค์

ห้องประชุมและห้องนิทรรศการปากพนังในอดีต

โทร. 0 7551 7933, 0 7551 7534

 

มีหนึ่งสถานที่ที่นุ้ยชอบมาก คือ ชุมชนบ้านขนาบนาก

ซึ่งวันนี้นุ้ยจะพาทุกคนไปไร่จาก ไปดูการทำผลิตภัณฑ์จากจาก  ที่ไร่จันทรังษี

ที่ไร่จาก จะมีการเคี่ยวน้ำตาล มีบรรยากาศคล้ายโรงถ่าน มีกระทะใบใหญ่ตั้งไฟพร้อมน้ำตาลจากที่กำลังส่งกลิ่นหอมได้ที่

แต่ถ้าหากอยากลองชิมน้ำตาลจากแบบสดๆ ต้องมาในช่วงเช้า จะเป็นช่วงที่น้ำตาลหอมและหวานเป็นพิเศษ

เคยกินมั๊ยลูกจาก เนื้อด้านในรสชาติคล้ายๆ ลูกโหนด

เราเดินตามคุณน้าที่ดูแลสวนไปเก็บน้ำตาลจากกัน   ที่นี่ยังมีเคยนักศึกษามาศึกษาดูงาน เพื่อทำเรื่องขอจบด้วยนะ

รวมทั้งคณะดูงานต่างๆ   เห็นมั๊ยว่าภูมิปัญญาชาวบ้าน  คือที่มีคุณค่า

ตอนฟังคุณน้าที่ดูแลไร่จากเล่าให้ฟัง มันก็จะเพลินๆ หน่อย    อึ้งกับขั้นตอนต่างๆ

อึ้งกับวิธีคิด   ….  เราลองถอดหน้ากากออก แล้วมาใช้ชีวิตแบบบ้าน อยู่กับความคิดของชาวบ้าน

เราจะรู้ว่า  … จริงๆ แล้วชีวิต มันมีความสุขได้ง่ายๆ เลยนะ

.

.

ขั้นตอนการทำน้ำตาลจาก

มาถึงอีกหนึ่งอาชีพ และอาหารที่มีชื่อสเียงของปากพนัง คือการทำขนมลา

ซึ่งขนมลาจากปากพนัง จะมีส่วนผสมหลัก คือน้ำตาลจากนี่แหละค่ะ

ขนมลาจะนิยมใช้กันมากในช่วงเทศกาลบุญสารทเดือนสิบ

ต้องบอกว่าเมื่อมาถึงปากพนัง ต้องต้องกินขนมลาหอยราก

เราขับรถผ่านไปทางนั้น  จริงๆ ก็ตั้งใจผ่านนี่แหละ

ชุมชน หอยราก จะมีขนมลาวางขายอยู่ทั่วไปเป็นของฝาก แต่วันนี้เราตัดสินใจขับเข้าไปในซอย แล้วได้เจอกับ

บ้านหลังนี้ บ้านของน้าชะนิดา   กำลังทำขนมลากันแบบสด ๆ

รีบจอดรถด้านหน้าแล้วเข้าไปอย่างรวดเร็ว    ได้พูดคุยกับคุณน้าอยู่นานพอสมควร

มันไม่ได้ง่ายเลยกว่าจะได้ขนมลามาสักแผ่น

ขนมลาร้อนๆ จากเตา คืออร่อยมาก  ผ่านไปผ่านมา  แวะมาซื้อจากที่บ้านทำสดๆ ได้เลยนะ

สดใหม่ หอม หวาน มัน  คือดีจริงๆ

นี่คงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไกลที่สุดของอำเภอแล้วหล่ะ

ที่นี้คือแหลมตะลุมพุก แหลมตะลุมพุกอยู่ที่ชายหาด ปากพนัง

เป็นชายหาดสีขาว เนื้อทรายละเอียดมาก  โค้งเรียวยาว  ไปตามชายฝั่งทะเลแนวเหนือ-ใต้ ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร

แหลมตะลุมพุก เคยถูกพายุพัดสร้างความเสียหาย ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จากพายุชื่อ “แฮร์เลียต”

มีความเร็วลมที่จุดศูนย์กลาง90 กม./ชม คลื่นทะเล สูงกว่าเมตร

วาตภัยในครั้งนั้นมีชาวแหลมตะลุมพุกเสียชีวิตและสูญหายไปกว่า 1,300 คน

และยังคงเป็นเรื่องราวที่ไม่เคยเลือนหายไปจากความรู้สึก

ตอนเด็กหลังจากเหตุการณ์นั้น  ในบ้านหลังเล็กๆ ของนุ้้ย  เมื่อมีเสียงประกาศในทีวีว่าจะมีพายุเข้า

… แม้บ้านของเราไม่ได้อยู่ที่แหลม  แต่ทุกคนต่างหวาดกลัว พี่น้องบ้านทุกหลังในหมูบ้าน จะมาอยู่ที่เดียวกัน

บ้านของใครสักคนที่แข็งแรงที่สุด ที่จะสามารถปกป้องชีวิตไว้ได้

.

.

แต่วันนี้แหลมตะลุมพุงยังคงมีความงดงาม  มีทะเลสวยๆ หาดทรายขาวๆ ให้เราได้แวะไปพักผ่อน

เป็นทะเลที่สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้น เพราะอยู่ทางทิศตะวันออก

แวะทานอาหาร ซึ่งมีร้านอาหารอยู่เกือบสิบร้านเลยนะ  ราคาก็ทั่วไปนะ ไม่ได้สูงมากเกินไป แต่ก็ไม่ได้ถูกนะ

แต่เรื่องรสชาติ ให้ผ่านจะ  สำหรับนุ้ย นุ้ยว่าอร่อยดี นุ้ยทานที่ร้านอนุรักษ์ (ถ้าจำชื่อไม่ผิดนะ)

พาแม่ไปเดิน  มีความฺฮิปสเตอร์ กลางแดดอันร้อนระอุ

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว อย่าลืมแวะถ่ายรูปกับกังหันลมริมทะเลนะ  ที่นี้ไม่ใช้สถานทีท่องเที่ยวหรอก

แต่เป็นฟาร์มกังหันลมของเอกชนกำลังก่อสร้างเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานบริสุทธิ์

โดยชุดผลิตกระแสไฟฟ้าหลักซึ่งประกอบด้วยเสาสูงกว่า 100 เมตร

ตั้งอยู่ริมทะเลระหว่าง อ.ปากพนัง ไปจนถึง อ.หัวไทร

ขากลับเข้าเมืองนครศรีธรรมราช ใครที่ขับรถมาอย่าลืมแวะซื้อส้มโอ

ที่หมู่บ้านแสงวิมานนะคะ ที่นี้มีส้มโอทับทิมสยาม  เนื้อสีแดงสด หวานอร่อยมาก ๆ

จบแล้วสำหรับทริปปากพนัง เล่าไปงงไป

เราอยากให้เพื่อนๆ ที่ผ่านมาเห็นรีวิวนี้ลองเปิดใจ

สักครั้งมั๊ยที่ปากพนัง ….. เชื่อเหอะว่าจะตกหลุมรัก ในความใจดีของคนปากพนัง

ตกหลุมรักในอาหารที่กินร้านไหนก็อร่อย

ตกหลุมรักในวิถีที่มันแสนจะเรียบง่ายจริงๆ

ตกหลุมรักในอาหารที่ทั้งสด และถูก

และอาจจะตกหลุมรักสาวปากพนัง หนุ่มปากพนังด้วยน๊า

หากต้องการข้อมูลการท่องเที่ยว นครศรีธรรมราช เพิ่มเติม

สามารถติดตามได้ที่เพจ https://www.facebook.com/NakhonsiAwesomeplus

หรือ เว็บ http://www.nakhonsiawesome.com/2015.2/

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : ที่นี่…ปากพนัง

3 ความคิดเห็น

  1. นรินทร์ ปราณีกิจ

    เยี่ยมยอด สมบูณร์พร้อม มีศักยภาพมากในการเป็นเมืองท่องเที่ยวครับ เป็นเพชรน้ำดีมาก ขึ้นอยู่กับช่างที่เจียรไนแล้วล่ะ ว่ามีฝีมือขนาดไหน

    Reply
  2. สุวศิริ พ่วงบุตร์

    ชอบมากๆ ถ้ามีโอกาสจะต้องไปให้ได้ อาหารชอบทุกอย่างที่แนะนำ บรรยากาศก็ดี

    Reply