น่าน……เมืองเก่าที่มีชีวิต

หากพูดถึงน่าน…..คุณจะคิดถึงอะไรคะ

เชื่อว่าหลายคน คงต้องคิดถึง  ดอยเสมอดาว อุทยานแห่งชาติขุนสถาน   บ่อเกลือ   ดอกชมพูภูคา  และอีกมากมาย  

แต่วันนี้นุ้ยจะมาชวนทุกคนไปเที่ยวน่าน แบบเนิบๆ เดินช้าๆ สัมผัสวิถีชุมชน  หาของอร่อยในตัวเมือง ไหว้พระเป็นศิริมงคล
  
และเป็นการท่องเที่ยวแบบรักษ์โลกด้วยคะ เพราะนุ้ยได้ท่องเที่ยวตามโครงการของ อพท. แอ่วม่วนใจ๋ไม่เอาถ่าน  ชื่อโครงการเก๋มากๆ  

พร้อมกันหรือยังคะ ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลย

 

ปล 1. อุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายภาพในทริปนี้
–    กล้อง Canon 6D  lens  และ Canon 550D
–    Lens Tamron SP 24-70mm F2.8 และ Canon EF-S 10-22MM F/3.5-4.5 USM
ปล 2. สามารถติดตามทุกการเดินทาง พูดคุย สอบถามเพิ่มเติมกันได้ที่นี้เลยคะ
https://www.facebook.com/MyLifeMyTravels
การเดินทางครั้งนี้นุ้ยใช้บริการของสายการบินแอร์เอชียคะ ซึ่งเปิดให้บริการเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพ สู่น่านเมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานี่เอง  

ใช่เวลาเพียง ชั่วโมงนิด ก็เดินทางมาถึงน่านกันแล้วคะ  ท่าอากาศยานน่านพึ่งสร้างใหม่ และพึ่งมีพิธีเปิดไปสดๆ ร้อนเลยคะ ใหม่เอี่ยมอ่องเลย

มาเล่าสู่กันฟังสักนิดนึง สำหรับโครงการ  “แอ่วม่วนไจ๋ ไม่เอาถ่าน”  หรือการท่องเที่ยวตามคอนเซ็ปต์ Low carbon   ว่าคือะไร
หลายคนอาจจะงงกับคำว่าไม่เอาถ่าน  “ถ่าน” ในที่นี้หมายถึง ถ่าน คาบอนไดออกไซด์ นั่นเอง ซึ่งเป็นตัวที่เราให้โลกของเราร้อนขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่ส่งเสริม ให้นักท่องเที่ยว ลดการใช้คาร์บอน ให้หันมาใช้จักรยาน รถสามล้อ เที่ยวแทนรถยนต์  
โดยมีร้านอาหาร โรงแรมที่พักเข้าร่วมโครงการนี้ด้วยคะ สงสัยกันต่อมั๊ยคะ ว่าร้านอาหารกับโรงแรมจะเกี่ยวได้ยังไง  ง่ายๆ เลยคะ ร้านอาหารจะเป็นร้านอาหารที่เลือกใช้วัตถุดิบในเมืองน่าน ลดการขนส่ง ได้ของสดใหม่ และยังเป็นการสร้างอาชีพให้กับคนในเมืองน่านด้วยกัน
ส่วนโรงแรมที่พัก จะเน้นไปในเรื่องการลดการซักล้าง ยกตัวอย่างเราเข้าพัก 2 คืน ก็จะไม่เปลี่ยนผ้าปูที่นอนปลอกหมอก แต่จะเข้ามาทำความสะอาดให้เหมือนเดิม พร้อมให้เป็นส่วนลดคืนให้กับลูกค้าอีกด้วยคะ
แล้วเราจะเข้าร่วมโครงการนี้ได้อย่างไร ง่ายๆ เลยคะ โครงการนี้จะมี passport เล่มเล็กๆ  มาให้เราหนึ่งเล่ม สามารถรับได้จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ข้างวัดภูมินทร์ หรือโรงแรมในตัวเมืองที่ร่วมโครงการ
เมื่อได้ passport มาแล้ว เพียงแค่เราไปชิม ชม ช้อป พัก ตามสถานที่ที่ร่วมโครงการ ก็จะได้ประทับตรารูปดอกไม้ลงบน passport แล้วละคะ  สะสมให้ครบ 51 ดอก เราจะได้รับรางวัลเป็น “ฮีโร่ไม่เอาถ่าน”
เป็นการท่องเที่ยวแบบเนิบๆ ในตัวเมือแถมยังได้ช่วยลดโลกร้อน และสนับการท่องเที่ยวให้ยั่งยืนด้วยคะ

**นี่คือรูป passport คะ ด้านในสามารถกางออกมาเป็นแผนที่สำหรับท่องเที่ยวได้ด้วยคะ

เวิ่นเว่ออยู่น่านพอควร  ได้เวลาออกเที่ยวแล้วคะ  นุ้ยเดินทางด้วยไฟท์แรกของวันไปถึงตอนใกล้เที่ยง  แล้วจะรออะไรละคะ กองทัพต้องเดินด้วยท้องคะ  มื้อแรกจึงเป็นร้านนี้คะ ซึ่งเข้าร่วม กิจกรรม Low carbon   เหมือนกัน
นั่นคือร้าน โอวีโอสลัด

เป็นร้านเล็กๆ  ตั้งอยู่ริมถนนรังสีเกษม  อาหารจะเน้นเพื่อสุขภาพ นุ้ยกล้าการันตีได้ว่าอร่อยมาก  โดยเฉพาะน้ำสลัด รสชาติถูกปากคะ เรื่องผักไม่ต้องพูดถึง เพราะสด กรอบ อร่อย สงตรงจากน่าน ค๊า

จานนี้นุ้ยปลื้มสุดๆ ปอเปี๊ยะปลา  อร่อยมากคะ

จานนี้ซุปฟักทอง เข้มข้นสุดๆ

ปิดท้ายด้วยเมนูขนม วัฟเฟิล ไอศรีม วัฟเฟิลทำเองอบสดอร่อยมากคะ

ก่อนกลับได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าของร้าน 2 คนนี้ น่ารักมาก บอกถึงที่ไปที่มาของการเข้าร่วมโครงการ เพราะตั้งใจให้ชาวเขาหันมาปลูกผัก เป็นการเสริมรายได้ ยังไง กระตุ้นให้ไม่ให้เผาที่เพื่อปลูกข้าวโพดด้วย  จึงต้องคนเซ็ปร้านว่าภูเขาหัวโล้นเพราะคนไม่กินผัก ที่ที่สำคัญอีกอย่าง คนที่ถือ passport เข้าไปที่ร้านได้รับส่วนลดอาหาร 10-50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ได้มาแล้วคะ สำหรับดอกไม้ดอกแรก สำหรับ passport ของนุ้ย

ท้องอิ่มแล้ว จะช้าอยู่ทำไม ที่แรกสำหรับวันแรกของนุ้ย  นุ้ยไปทำตุงค่าคิง (ตุงก้าคิง) ที่วัดพระเกิดคะ

ตุงก้าคิง  คือการสืบชะตาชีวิต หรือการสะเดาะเคราะห์แบบล้านนานั่นเองคะ เป็นการต่ออายุให้ยืนยาว เพื่อความเป็นสิริมงคล  ซึ่งจะมี พ่อ มาคอยอธิบายขั้นตอนและความหมาย ให้เข้าใจ


ปล. พี่งได้รับแจ้งจากพี่ๆ ที่จังหวัดน่าน คุณลุงคำรบ บุคคลในภาพได้เสียชีวิตเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 22 เมษายน 2558 (ขอให้คุณลุงไปสูภพภูมิที่ดีนะคะ)

เมื่อเริ่มเข้าใจแล้วก็  เริ่มทำกันเลย ตุงค่าคิง เป็นการทำตุงเท่าตัวคน ส่วนสูงเท่าตัวคนจริงคะ
หากเราสนใจที่จะทำต้องแจ้งทางวัดไว้ล่วงหน้าเพื่อจัดเตรียมตุงไว้ให้คะ ถ้าไม่แจ้งไว้ จะต้องใช้เวลาในการตัดนานพอสมควร  เรียบร้อยแล้วเราก็มาประกอบ ตา จมูก ปาก

แล้วนำไปถวายพระคะ  

นอกจากการทำตุงค่าคิงแล้ว ในบริเวณวัดพระเกิดยังมีพิพิธภัณฑ์ ชุมพรบ้านพระเกิด  มี 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นการรวบรวมภูมิปัญญาชาวบ้าน วิถีชุมชน เครื่องมือเครื่องใช้ และธนบัตร เหรียญกษาปณ์มากมายทั้งไทยและเทศ

ส่วนชั้นบนจะรวบรวมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา  สิ่งของที่อยู่กับวัดมาตั้งแต่เดิม

ออกจากวัดพระเกิดใกล้ๆ กัน นุ้ยมุ่งหน้าไป ร้านบุญช่วยเครื่องเงินโบราณคะ

ร้านนี้การันตีเครื่องเงินด้วยฝีมือระดับ ศิลปินแห่งชาติ
เพราะคุณลุงบุญช่วย ได้รับรางวัล ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์)ประจำปี 2557
ในวันที่นุ้ยไป ได้เจอลุงบุญช่วย กำลังนั่งตอกลายขันเงินอยู่หน้า ร้านพอดีเลยคะ

และยังถ่ายทอด ฝีมือต่อให้หลาน อีกด้วย  จากรุ่นสู่รุ่น  

นี่คือขั้นตอนการขึ้นรูปคะ

เครื่องเงินสวยๆ ทั้งนั้นคะ หากใครชอบเครื่องเงินรับรองต้องชอบที่นี้แน่ๆ คะ ส่วนเรื่องราคา คงต้องแล้วแต่กำลังของแต่ละคนนะคะ



ห่างมาไม่ไกลนัก นุ้ยไปต่อที่  “โฮงเจ้าฟองคำ” ซึ่งเป็นบ้านรูปทรงน่านแท้ๆ ที่มีเพียงหลังเดียว
“โฮง” เป็นคำทีคนน่านใช้เรียกบ้านหลังใหญ่  หมายถึงคุ้ม หรือที่อยู่อาศัยของเจ้านายล้านนาในอดีต

เราไปดูบรรยากาศด้านในกันเลยดีกว่า   นุ้ยขึ้นบันไดมาบนเรือน

ทุกอย่างถูกเก็บรักษา ไว้อย่างดี  เหมาะมากๆ เลยสำหรับให้คนรุ่นหลังอย่างเราๆ ได้มาศึกษามาเรียนรู้วิถี แต่โบราณ

ภายในโฮงเจ้าฟองคำ ทำให้นุ้ยแอบขนลุกได้ตลอดเวลา เหมือนบ้านหลังนี้ยังมีชีวิต ทุกอย่างยังคงมีเรืองราวแฝงอยู่

เดินดูบนโฮงจนทั่ว นุ้ยลงมาด้านล่าง

ซึ่งด้านล่างจะมีการสาธิต การท่อผ้า  การต่อไหม  นุ้ยได้ลองทำด้วย ไม่ง่ายเลยคะ

และก่อนกลับยังได้พูดคุยกับเจ้าของโฮงฟองคำคนปัจจุบัน อาจารย์ภัทราภรณ์  ปราบริปู  ท่านใจดีมากคะ มีอารมณ์ ขัน มีเรื่องเล่ามากมาย มาเล่าสู่ให้ฟัง จะให้เรียงร้อยมาเป็นตัวอักษร คงไมได้อัตถรส แต่อยากให้ทุกคนที่ไปน่านลองไปสัมผัส และทำความรู้จักที่นี้กันนะคะ

ครึ่งวันแรกสำหรับเมืองน่าน ได้เห็นได้รู้อะไรมากมายเลยคะ บางครั้งการเดินไปเรื่อยๆ แบบไม่รีบร้อน การมองย้อนไปยังอดีต ทำให้เราฉุกคิดอะไรได้มากมายเลยทีเดียว

และทำให้รู้สึกว่าถึงเวลาอาหารเย็นแล้วค่ำ
เย็นวันนี้เราทานอาหารกันที่ร้าน เฮือนกำกิ๋น ตั้งอยู่หน้าศาลเจ้า ถนนสุมนเทวราช เป็นร้านอาหารพื้นเมือง

เมนูแรกเลยคะ ห้ามพลาด ออเดิร์ฟเมืองคะ  มีไส้อั้ว แหนม แคปหมู ผักสดผักลวก น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง และแกงฮังเล แซ่บค่าเจ้า

และอีกหลายกายเมนู ต้มยำปลาคัง ผัดผักแม้ว ปลาทับทิมทอดน้ำปลา ยำเห็ด อย่าง

และเมนูห้ามพลาด ไก่ทอดมะแขว่น นี่ถือเป็นหนึ่ง ใน 9 สิ่งที่ควรทานเมื่อไปน่านเลยคะ
ส่วนรสชาติแล้วแต่คนชอบน๊า  สำหรับนุ้ยรสชาติแปลกๆ ไม่ค่อยถนัด แต่คนอื่น ๆที่ไปด้วยกัน ชอบนะคะ

เสร็จจากมื้อเย็น มุ่งตรงเข้าสู่ที่พักเลยคะ  2 คืนในน่าน นุ้ยพักที่ภูหรรษา คะ โรงแรมที่เข้าร่วมโครงการ  Low carbon  

สิ่งแรกที่ได้เห็นเลยคือ มีจักรายานเตรียมไว้สำหรับคนที่เข้าพักเพียบเลยคะ  

บริเวณล็อบบี้ โล่งๆ เน้นโทนสีขาว และหน้าต่างประตูใช้กระใส เพื่อให้กลางวันได้รับแสงได้เต็มที่

ผ่านล็อบบี้มา โรงแรมเล็กๆ แห่งนี้มีสระว่ายน้ำที่ขนาดกำลังพอเหมาะเลยคะ

ได้เวลาขึ้นห้องพัก   ที่นี้แม้เป็นโรงแรมเล็กๆ แต่สนใจในรายละเอียดดีมากคะ มุมเล็กๆ น่ารักๆ มากมาย
ไม่มีลิฟต์นะคะ ใช้บันได มีเพียงแค่ 3 ชั้น
ภายในห้องโล่ง ๆ เรียบๆ แต่อุปกรณ์ของใช้ครบครันคะ หายห่วง และด้านนอกยังมีราวตากผ้าให้ด้วย

ค่ำคืนนี้ของฟินหลับสนิท ณ น่าน คะ

เช้ามาก่อนออกจากห้อง อย่าลืมแขวนป้าย Low carbon  หน้าห้องนะคะ

อาหารเช้าเป็นแบบบุฟเฟ่ เล็กๆ แต่มีครบนะคะ และในแต่ละวันจะมีอาหารหลัก ที่เปลี่ยนไปตามแต่ละวัน  

วันนี้เป็นข้าวคลุกกะปิ อร่อยมากคะ คอนเฟิร์ม

เข้าสู่วันที่สองสำหรับน่านแล้วคะ เช้านี้ใช้บริการสามล้อคะ  วันนี้ นุ้ยจะเน้นพาทุกคนไปไหว้พระกันคะ

เริ่มกันที่วัดกู่คำ เป็นที่ประดิษฐานของพระเกศาธาตุ  เริ่มเช้าเอาฤกษ์เอาชัยกันด้วยพิธีสืบชะตา

หลังจากเอาฤกษ์เอาชัยกันแล้ว เราไปดูพิพิธภัณฑ์ชุมชุนวัดกู่คำกันคะ อยู่ในบริเวณวัดนั่นเอง

มีของเก่ามากมาย

ปกติแค่ตัดผ้าให้ตรงให้เสมอยังยากเลย แต่นี้ ตอกลายลงบนผ้า ได้สวย มาก ไม่มีที่ติเลยคะ

ไปต่อกันที่วัดที่สองของวันคะ  วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เป็นอารามหลวงที่สำคัญประจำเมือง

เดิมมีชื่อวัดหลวง และวัดหลวงกลางเวียง  แต่ชื่อวัดพระธาตุช้างค้ำนั้น เพราะวัดนั้นมีพุทธเจดีย์ หรือพระธาตุหลวงก่อเป็นรูปช้างล้อมฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส

เดินออกจากวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร มาเพียงข้ามถนน ก็มาถึงวัดภูมินทร์

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักวัดนี้แน่นอน  เพราะภาพวาดดภายในพระอุโบสถของวัดนี้ เป็นที่มาของ คำว่า น่าน กระซิบรัก

เมื่อเราก้าวเข้าไปในพระอุโบสถ จะได้พบกับความวิจิตรงดงามของ พระประธานจตุรทิศ

และที่โดดเด่นมากๆ ภายในอุโบสถแห่งนี้คือ จิตรกรรมภาพวาดฝาผนัง ที่งดงามมากๆ เล่าเรื่องราวได้งดงามที่สุด

อย่างภาพนี้เป็นการต่อบุหรี่  หากหญิงใดยอมต่อบุหรี่ให้ ถือเป็นการยอมรับไมตรี

และรูปที่สะดุดสะดุดใจที่สุดคงเป็นภาพกระซิบรัก บันลือโลกภาพนี้

“คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาขะลุ้ม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจ๋ตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา…”
“ความรักของน้องนั้น พี่จะเอาฝากไว้ในน้ำก็กลัวเหน็บหนาว จะฝากไว้กลางท้องฟ้าอากาศกลางหาว ก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุมรักของพี่ไปเสีย หากเอาไว้ในวังในคุ้ม เจ้าเมืองมาเจอก็จะเอาความรักของพี่ไป เลยขอฝากเอาไว้ในอกในใจของพี่ จะให้มันร้องไห้รำพี้รำพันถึงน้อง ไม่ว่ายามพี่นอนหลับหรือสะดุ้งตื่น”
คำกระซิบรักของปู่ม่านย่าม่าน โดย….อาจารย์ สมเจตน์ วิมลเกษม ปราชญ์เมืองน่าน

ออกจากวัดภูมินทร์ ไปต่อกันทีวัดมิ่งเมือง

ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของเสาหลักเมืองน่าน

ในบริเวณวัด สิ่งที่น่าสนใจคงหนี้ไม่พ้นลวดลายศิลปะปูนปั้นสีขาว ที่วิจิตรงดงามมากๆ

ดูผ่านๆ ทำให้อดนึกถึงวัดร่องขุ่น ที่จังหวัดเชียงรายไม่ได้  เพียงแค่ที่นี้ไม่ตกแต่งด้วยกระจก

ภายในอุโบสถ มีพระประธานองค์ เป็นสง่า

ก่อนกลับ อย่าลืมสักการะศาลหลักเมือง

และที่พลาดไม่ได้เลย สำหรับเมืองน่านแห่งนี้ วัดพระธาตุแช่แห้ง  วัดพระธาตุประจำปีเถาะ

จากพงศาวดารเมืองน่านกล่าวว่า พระยาการเมือง เจ้านครน่านได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากกรุงสุโขทัย มาประดิษฐานไว้ที่ดอยภูเพียงแช่แห้ง และตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับสรงน้ำที่ริมฝั่ง แม่น้ำน่านทางทิศตะวันออก ที่บ้านห้วยไค้ และเสวยผลสมอแห้ง ซึ่งพระยามลราชนำมาถวาย แต่ผลสมอนั้นแห้งมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงนำผลสมอนั้นไปแช่น้ำก่อนเสวย และทรงพยากรณ์ว่า ต่อไปที่นี่จะมีผู้นำพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐาน จึงเรียกพระสถูปที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแห่งนี้ว่า พระธาตุแช่แห้ง

ก่อนไปกราบสักการะองค์พระธาตุ นุ้ยแวะกราบสักการะพระพุทธไสยาสน์  ว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ขอพรใดมักสมหวัง

เมื่อเดินเข้ามาด้านใน เราจะเจอกับองค์พระธาตุก่อนเลย

ถัดมาเป็นวิหาร ซึ่งด้านในมีพระประธานองค์ใหญ่มากๆ

มีคำกล่าวที่ว่า …หากไม่ปิดทองหลังพระ พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ได้อย่างไร

ช่วงเช้าเป็นสิริมงคลกับชีวิต เวลาเพียงไม่แค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่เราสามารถไปกราบสักการะพระตามวัดวาอารามได้ถึง 5 วัดด้วยกัน เนิบ ๆ ช้าๆ เวลาเดินช้าลง หรือเรามีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น

มื้อเที่ยงแวะมาทานอาหารกันที่ร้าน ฮั้วเลิศรส  

ร้านนี้ไม่ได้เน้นอาหารพื้นเมืองคะ แต่รสชาติอาหารถือว่าถูกปากเลยทีเดียว

โดยเฉพาะจานนี้ ดูธรรมดา แต่บอกได้เลยว่าเด็ดมาก

ทานอาหารเที่ยงกันเสร็จ เราไปต่อกันที่ตึกรังสีเกษม  หรือหอประวัติศาสตร์ โรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษานั่นเอง

ตึกรังษีเกษม ถือเป็นตึกหลังที่ในน่าน ที่ถูกสร้างด้วยอิฐและเป็นตึกแห่งนามพระราชทาน

เดิมตึกนี้เป็นโรงเรียนหญิง  หรือโรงเรียน เมริเอริสมิทบราวส์

ต่อมาสถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นหอประวัติศาสตร์ เพื่อรวบเรื่องราวความเป็นมา และพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ในเมืองน่าน

มีภาพมากมายที่ไม่เคยได้เห็นจากที่แห่งใด  แต่นุ้ยเห็นได้จากที่แห่งนี้  

ปลื้มปริ่มมากๆ ความรู้สึกเหล่านี้จะให้บรรยายยังไงก็บรรยายไม่หมด
  

บอกได้คำเดียวว่า ที่นี้คือสถานที่ ที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาน่านคะ

ช่วงบ่ายนุ้ยเปลี่ยนอารมณ์มานั่งเล่นที่นี้คะ ห้องสมุดบ้านๆ น่านๆ

ที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านกาแฟ แต่ที่นี้เป็นนี้เป็นห้องสมุดขนาดย่อมๆ เลยละคะมีหนังสือให้ยืม อีกทั้งมีหนังสือมาฝากขายด้วยคะ
ด้วยบรรยากาศที่รมรื่น ทำให้ที่นี้ เป็นที่หลบแดดร้อนๆ ได้เป็นอย่างดี

มีมุมเล็กๆ ให้เลือกนั่ง เลือกนอน เลือกชิลกันได้ตามใจชอบ   

เลือกหยิบหนังสือมาอ่านกันได้ตามสบาย

ทุกมุมได้ตกแต่งไว้แบบน่ารักมากๆ  โน่นนิด นี่หน่อย แต่ดูแล้วไม่ขัดเขิน ลงตัวไปหมด

ไหนๆ ก็แวะมาแล้วสักเครื่องดื่มมานั่งจิบกันสักหน่อย  

แต่ไปๆ มาๆ นุ้ยนั่งอยู่ที่นี้เกือบสองชั่วโมงเลยทีเดียว

ก่อนจะออกเดินทางต่อไปยังวัดพระธาตุเขาน้อย  วัดแห่งนี้เป็นอีกสถานที่นึงที่ใครๆ ต่างแวะมาสักการะ

เนื่องจากสามารถมองเห็นวิว รอบๆ เมืองนานเลยทีเดียว และ
ปัจจุบันบริเวณลานชมทิวทัศน์ ประดิษฐานพระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทานพร

และเราสามารถมองเห็นทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกด้วย

การเดินทางไปวัดพระธาตุเขาน้อย สามารถทำได้สองวิธีคะ เราสามารถขับรถขึ้นไปถึงวัดได้เลย  และอีกวิธีคือเดินขึ้นบรรไดไป

สำหรับนุ้ยไม่ต้องถามคะ นั่งรถขึ้นไปคะ แต่ขาลง เดินลงนะ  

ก่อนจะค่ำ นุ้ยไปต่อที่ชุมชนวัดมหาโพธิ ได้ข่าวมาว่าแม่ๆ ที่นี้เขามีวิธีการออกกำลังที่น่ารัก
นั่นคือรำวงมะเก่า และการเต้นบาสลบกันคะ

แต่วันนี้พิเศษคะ พี่ๆ แม่ๆ ในชุมชนมีการแสดงมาให้ชมกันด้วย  อึ้งมาก พี่เขาตัวอ่อนมากๆ คะ

ก่อนจะมาถึงการรำวงมะเก่า สนุกสนานมากคะ

สังเกตได้จากรอยยิ้มของแม่ๆ เลยคะ ทุกคนดูมีความสุขมาก การรำวงมะเก่า เราสามารถแวะไปดูไปร่วมสนุกได้ทุกวันนะคะ ที่บริเวณหน้าวัดมหาโพธิ เพราะกลุ่มแม่ๆ จะมาออกกำลังกายกันทุกวัน

และปิดท้ายด้วย เต้นบาสลบ  ขอบอกว่าสลบจริงๆ คะ  เพราะเหนื่อยมาก และขอบอกว่ามีแต่นุ้ยที่เหนื่อยคะ แต่แม่ๆ สู้ตาย ทุกคนเต้นได้สุดชีวิตจริงๆ

แล้วไงต่อละ  เหนื่อยขนาดนั้น สิ่งที่ช่วยได้คือขนมหวานเลยคะ  
นุ้ยไปปิดท้ายวันนี้ด้วยขนมหวาน ป้านิ่มคะ

นี่เลยคะป้านิ่มเจ้าของร้าน  

มีขนมหวานให้เลือกหลายเลยคะ

ที่เด็ดคงเป็นเจ้าไข่หวานนี่แน่ๆ

สำหรับนุ้ยที่ว่าแปลกคือ เอาไอศกรีมมาใส่ในขนมหวานนี่แหละ

แต่อร่อยดีนะ ชอบ

และที่โดนที่สุดคงเป็นถ้วนนี้คะ ไอศกรีมบัวลอยไข่หวาน ของร้อนของเย็น ของความของหวานอยู่ในถ้วยเดียวกัน  แต่อร่อยมากๆ ส่วนราคาถ้วยนี้ถ้าจำไม่ผิด 60 บาท (ถ้าผิดต้องขออภัยด้วย กินหลายอย่าง จำราคาแต่อย่างไม่แม่น) ปิดท้ายด้วยขนมแบบนี้ฝันดีตลอดคืนแน่ๆ  

เช้าวันสุดท้ายเดินทางมาถึงแล้ว วันนี้นุ้ยตื่นเช้าหน่อย ตั้งใจจะปั่นจักรยานไปตลาดเช้ากันคะ

คล้ายๆ รายการซอกแซกตามซอยเลยคะ เพราะพวกเราปั่นไปเรื่อยๆ หลงบ้าง ถูกบ้าง ผ่านไปทางแม่น้ำ ยามเช้าอากาศดีสุดๆ

แต่ไม่นานนักเรามาถึงตลาด  ยามเช้าตลาดคึกคักมาก ที่นี้เป็นเหมือนศูนย์รวมคนเมืองน่านเลยคะ

ไปดูในตลาดกันคะ มีอะไรบ้าง  มีของแปลกหลายอย่างเลยทีเดียว รังผึ้งถูกจัง 20 บาท

ไข่มดแดง  ดอกเสี้ยว มะแขว่น หน่อไม้

การมาเดินตลาดเช้านอกจากได้ดูของแปลกแล้ว  ยังไงมีความสุขกับการได้คุยกับแม่ ๆ ด้วยคะ
ที่รับรู้ได้คือ คนน่าน ยิ้มเก่ง ยิ้มหวาน ตรึงใจมาก ๆ

ขากลับ ยังย้อนกลับมาทางเดิม เพราะติดใจบรรยากาศริมแม่น้ำจริง ๆ สวย อากาศดี ลมพัดหน่อยๆ แสงอ่อนของพระอาทิตย์ ชิลล์สุดๆ

ก่อนกลับเข้าที่พักแวะไปถ่ายรูป ที่ซุ้มลีลาวดีหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติน่าน  ตรงกันข้ามเป็นวัดช้างค้ำ ที่แวะไปเมื่อวาน

การปั่นจักยานยามเช้าในเมืองน่าน  เป็นช่วงเวลาที่สนุก และชิลล์มาก เนื่องจากในตอนเช้าอากาศดี ปั่นไปเรื่อยๆ ทักทายผู้คนตลอดทาง ชื่นชมกับสิ่งรอบตัว  

เก็บข้าวของเสร็จระหว่างรอเวลา  ใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มที่สุด  นุ้ยตรงดิ่งไปยัง กาดน่าน

ไปนั่งชิลล์ ที่ร้าน  Work Box

เป็นร้านเล็กๆ ที่น่ารักมากเลยคะ ตกแต่งได้น่ารัก

แต่ที่สำคัญอยู่ตรงนี้คะ เค้กอร่อยมาก อย่างจานนี้ มัมเบอรี่ชีสเค้ก

มะม่วงชีสเค้กก็อร่อย

เอาเป็นว่าอร่อยทุกอย่างเลยคะ นุ้ยให้คะแนนเต็ม

ร้านน่ารัก ขนมอร่อย  อีกหนึ่งร้านแนะนำคะ

เป็นไงบ้างสำหรับ 3 วัน 2 คืน ในเมืองน่าน ชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบ  ทุกอย่างเดินไปอย่างช้า ๆ แต่ทำไมเราถึงได้รู้สึกเหมือนทำอะไรได้มากกว่าที่เคย
น่านยังมีอะไรอีกมากมายให้ค้นหา ทุกเรื่องราวยังคงดำเนินไป  เมืองเก่า ที่ไม่ได้เก่าตามกาลเวลา ยังมีเสน่ห์อีกมากมายให้ตราตรึง  
และอย่างลืมการท่องเที่ยวแบบ low carbon นะคะ ไม่ใช่เพียงแค่น่าน แต่อยากให้เป็นในทุกๆ ที  ไม่ใช่เพียงแค่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ไม่ได้เพียงเพื่อใครที่ไหน แต่เพื่อตัวเราเองคะ เพื่อโลกของเรา

สุดท้าย …..ขอขอบคุณทุก ๆ การเดินทาง ที่สอนให้นุ้ยได้เรียนรู้ และรู้สึกรักทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น…..
ขอบคุณ สำหรับทุกกำลังใจ  
ขอบคุณ สำหรับทุกความเห็น
ขอบคุณ สำหรับทุกไลค์
ขอบคุณ สำหรับทุกแชร์
ขอบคุณ สำหรับโหวต
ขอบคุณ สำหรับทุกคนที่แวะเวียนเข้ามา
และขอบคุณ สำหรับพื้นที่การแบ่งปันแห่งนี้




น่าน…เมืองเก่าที่ยังมีชีวิต

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : น่าน……เมืองเก่าที่มีชีวิต