อยากให้คุณได้รู้จัก “ป่าดงใหญ่…จังหวัดบุรีรัมย์” ผืนป่ามรดกโลก

อยากให้คุณได้รู้จัก “ป่าดงใหญ่…จังหวัดบุรีรัมย์” ผืนป่ามรดกโลก

คุณเคยได้ยินเสียงลมหายใจของป่าหรือเปล่า?

ลองสักครั้ง  ทิ้งเรื่องราวภาระต่างๆ ไว้ข้างหลัง  หอบเอาร่างกายอันเหนื่อยล้า จิตใจที่แสนจะบอบบาง
คืนชีวิต สู่ผืนดิน  คืนลมหายใจให้ป่า
จริงอยู่  ที่การเดินทางเพื่อเอาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางผืนป่าใหญ่ ทำให้นุ้ยได้เรียนรู้ว่า ชีวิต ณ จุดนั้น ไม่ได้สะดวก และสบาย เหมือนที่ ที่เคยอยู่ หากเพียงแต่ที่แห่งนั้น มีความสุข ซึ่งไม่เคยได้รับจากที่ไหน

แค่เพียงหยุดนิ่ง แล้วคุณจะได้ยิน เสียงของความสุข  ได้ยินเสียงลมหายใจของป่า ได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง

ณ  เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าดงใหญ่ จังหวัดบุรีรัมย์

 

การถ่ายรูปในครั้งนี้ ใช้กล้อง Canon ทั้งหมด ได้แก่ 550D, 100D, G1X
เลนส์ที่ใช้ Canon EF 70-200 F2.8  , Canon EF 100mm F2.8 L (ทั้ง 2 เป็นเลนส์ซึ่งมีพี่ท่านหนึ่งใจดีให้ยืมมาลองใช้ และเป็นการใช้ครั้งแรก)  
และ Canon EF-S 10-22 , Canon EF-S 18-55

**** สามารถติดตามทุกการเดินทาง ทุกร้านอร่อย ที่พักสุดโดน และกิจกรรมดีๆ ***
ได้ที่นี้   My Life My Travel

เมื่อปี่ที่แล้ว  ฉันจะได้จองตั๋วโปรราคาประหยัด จองปีนี้  บินปีหน้าเอาไว้จากภูเก็ต ลงอุดร    (คิดแล้วก็ขำ จะไปไหนสักทีต้องรอราคาโปรเท่านั้น) ซึ่งไม่ได้วางแผนการเดินทางว่าจะไปต่อที่ไหน  และทริปนี้ก็เริ่มการเดินทางขึ้นแบบงง ตลุยทั้งอีสานเหนือ และอีสานใต้
บวกด้วยกับร่างกายที่อ่อนแอในช่วงนั้น หมอบอกว่าเป็นภูมิแพ้  แพ้อากาศ แพ้ฝุ่น เป็นทั้ง ตา และจมูก  (แอบคิดในใจ ตัวตั้งใหญ่ เป็นภูมิแพ้ซะงั้น  นี่ฉันอยู่ภูเก็ตนะ ไม่ใช่กรุงเทพ ดันแพ้ฝุ่น แพ้อากาศ)  ทำให้จุดหมายปลายทางแรกของฉัน คือการพาตัวเองไปรับโอโซน เอาตัวเองกลับคืนสู่ธรรมชาติ  ณ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าดงใหญ่ เพื่อหลีกหนีหน้าจอคอมพิวเตอร์ หลีกหนีรถรา และหลีกหนีงาน 555 (ประโยคสุดท้ายไม่ค่อยดีนะ )  ปล่อยกาย  ปล่อยใจ ไปกับธรรมชาติ เดินถือกล้องส่องต้นไม้ใบหญ้า และฟังเสียงลมหายใจของป่า

การเดินทางไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่
การเดินทางสามารถไปได้วิธี และหลายเส้นทางคะ  ไม่ว่าจะรถยนต์ส่วนตัว หรือ  รถโดยสาร  

รถโดยสาร       :        เดินทางด้วยรถตู้  จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  ไปยัง อำเภอโนนดินแดง ซึ่งรถตู้ผ่านหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่  ใช้เวลาในการเดินรถประมาณ  5 ชั่วโมง รถมีบริการทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้า จนถึง 6 โมงเย็น   (สำหรับคนที่เดินทางไปด้วยรถโดยสาร ให้แจ้งเจ้าหน้าที่เขตฯ  ไว้ล่วงหน้านะคะ เจ้าหน้าที่เขตฯ จะได้จัดหาเตรียมรถไว้บริการ)

รถยนต์ส่วนตัว        :    เส้นทางที่ 1     เริ่มต้นจากกรุงเทพฯ สามารถไปได้หลายเส้นทาง แต่เส้นที่ใช้เวลาน้อยที่สุดคือเส้นทางที่วิ่งผ่าน จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้ว  ซึ่งใช้โดยประมาณเพียง 4 ชั่วโมงครึ่ง 

                              :    เส้นทางที่ 2     เริ่มต้นจากจังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นการเดินทางครั้งนี้ของนุ้ยนั่นเอง ใช้เวลาเดินทางประมาณ  5  ชั่วโมง 40 นาที ระยะทางประมาณ 419 กิโลเมตร  โดยวิ่งผ่านถนนมิตรภาพ ลงมาทางใต้แยกซ้ายเข้าทางอำเภอพิมาย โดยวิ่งผ่านทางหลวงเส้น 206  266  และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจะตั้งอยู่ริมถนนทางหลวงเส้น 348 ซึ่งห่างจากอนุสาวรีย์เราสู้เพียงประมาณ 1 กิโลเมตรเท่านั้น 

การเดินทางครั้งนี้นุ้ยใช้บริการรถของ Thai Rent A Car เพราะการจองรถเช่า สามารถทำได้ง่ายหลายวิธี 
1.    จองผ่านเว็บไซต์ www.thairentacar.com
2.    โทรสอบถามแล้วจองเลย ที่เบอร์ 02-737-8888 
3.    ส่ง e-Mail พร้อมรายละเอียดที่ต้องการใช้รถ ส่งไปได้ที่booking@thairentacar.com 
4.     เดินเข้าไปที่เคาเตอร์Thai Rent A Car ที่สนามบิน กว่า 18 สาขาทั่วประเทศ  
**แต่ขอแนะนำว่าควรจองก่อนล่วงหน้า 7 วันนะคะ เพื่อความชัวร์ ว่าวันที่เราเดินทางมีรถขับแน่นอน 

ครั้งนี้นุ้ยใช้วิธีการโทรจอง  มาถึงสนามบินอุดร เคาร์เตอร์ของ Thai Rent A Car อยู่ตรงหน้าประตูผู้โดยสารขาเข้า เป็นเคาร์เตอร์แรก ไม่ต้องมองหาให้ยากเลย  พนักงานเตรียมเอกสารไว้รอเรียบร้อย   ขั้นตอนการรับรถ พนักงานจะพาเรามาตรวจสภาพรถ และแนะนำวิธีการใช้งานต่าง ๆ ก็เป็นอันเสร็จพิธี ออกเดินทางต่อได้

ในการเดินทางนุ้ยเลือกใช้รถ  Mitsubishi Pajero Sport  เนื่องจากเดินทางไกล หลายวัน สัมภาระเยอะ 
และที่สำคัญที่สุด คือ การเดินทางเข้าไปที่หน่วยทำการพิทักษ์ป่า ละเลิงร้อยรู นั้น ในช่วงหน้าฝน ถนนค่อนข้างจะเป็นหลุมลึกพอสมควร หากใช้รถเล็ก หรือพวก Ego car ค่อนข้างที่จะผ่านยาก  นุ้ยแนะนำควรไปรถคันใหญ่ หรือกระบะโฟร์วิล จะทำให้การเดินทางสะดวกขึ้นคะ  แต่ยังไง ลองโทรสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ก่อน เพราะเจ้าหน้าที่จะให้ข้อมูลได้ดีว่าสภาพอากาศ ในตอนนั้นเป็นอย่างไร

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ  เป็นป่าผืนเดียวกัน กับ “ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่”    ซึ่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่   คือ 1 ใน 5 ของสถานที่ ที่ได้รับประกาศให้ขี้นทะเบียน เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ    เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2548  
ภายใต้ชื่อ  “ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่”     

แต่ช่างเป็นเรื่องแปลก ตลอดเส้นทาง 5 ชั่วโมงกว่าๆ  ฉันแวะถามทางถึงสองจุด  แต่ทำไมไม่มีใครรู้จักสถานที่แห่งนี้  
สถานที่แห่งนี้ ไม่เคยมีใครรู้จักจริงๆ   หรือสถานที่แห่งนี้กำลังจะเป็นมรดกโลกที่ถูกลืม

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่  มีเนื้อที่ครอบคลุมหลายตำบลใน อำเภอโนนดินแดง และ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์   เนื้อที่ทั้งหมด  212,500 ไร่  สภาพพื้นที่ป่าส่วนใหญ่เป็นป่าดิบแล้ง ผสมป่าเต็งรัง เป็นป่าดิบผืนสุดท้ายแห่งอีสานใต้เลยก็ว่าได้ มีทุ่งหญ้าบางส่วน บริเวณกลางพื้นที่เป็นแหล่งน้ำ

ฉันเดินทางไปถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ในช่วงเย็น    เป็นเวลาที่ตะวันใกล้ลาลับเหลี่ยมเขา  บอกลาวันเก่า เพื่อต้อนรับวันใหม่ 
ฉันมุ่งหน้าไปยังจุดชมวิวผาแดง   ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นวิวโดยรอบกว่า 180 องศาเลยทีเดียว
….ทางเข้าจุดชมวิวผาแดงเป็นจุดพักรถ จะสังเกตุได้ง่าย  หากมาจากตัวอำเภอโนนดินแดง  ทางเข้าจะอยู่ทางด้านซ้าย

ที่สำคัญ  รถสามารถเข้าขับไปจนถึงจุดชมวิวได้เลยคะ 

นอกจากวิวธรรมชาติที่สวยงาม จุดชมวิวผาแดง  ยังเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นตะวันลับเหลี่ยมเขาอีกด้วย  แต่ชั่งน่าเสียดาย ที่วันนี้ท้องฟ้าไม่เป็นใจ เมฆลอยครึ้มมาแต่ไกล  

เจ้าหน้าที่บอกเล่าให้ฉันฟังว่า บริเวณนี้มีน้ำตกที่สวยงาม  แต่เนื่องด้วยช่วงเวลาที่ฉันเดินทางไปเป็นช่วงเย็น  ไม่แนะนำให้เข้าไป แอบเสียดายเล็กๆ 

ขณะที่ฉันยืนหลับตา อ้าแขวนกว้างเพื่อโอบกอดขุนเขา สายลม และสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปจนเต็ม ปอด อยู่ๆ ก็มีแสงอัศจรรย์จากตะวัน  ทะลุผ่านก้อนเมฆ   มาให้ชื่นใจก่อนกลับ

ขับรถออกมาจากจุดชมวิวผาแดง  เดินทางต่อ  ไปยังหน่วยทำการพิทักษ์ป่าละเลิงร้อยรู  ซึ่งเป็นที่หลับนอนในค่ำคืนนี้   

ระยะทางเข้าไปยังป่าละเลิงร้อยรู  ประมาณ 12 กิโลเมตร  เส้นทางค่อนข้างเป็นหลุม ขับเข้าไปด้วยความระมัดระวัง  และใช้ความเร็วไม่มากนัก เนื่องจากตลอดเส้นทางนี้คือ อาณาจักรของสัตว์น้อยใหญ่ เพื่อไม่เขาเหล่านั้นตกใจกลัว  บวกกับความอยากรู้อยากเห็น อยากชื่นชมบรรยากาศ  จวบจนกระทั่งแสงสุดท้ายของวันได้หมดไป 

ค่ำคืนนี้ช่างเป็นค่ำคืน ที่ไม่เหมือนกับคืนไหนๆ  ค่ำคืนท่ามกลางป่าใหญ่  ท่ามกลางความเงียบสงบ  เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ยินเสียงลมหายใจของป่า ได้ชัดเจนมาก  เสียงสายลมที่พัดโชย  กิ่งไม้ที่แกว่งไหว เสียงย้ำเท้าของกว้างน้อย  เสียงร้องของช้างใหญ่  เสียงทุกเสียงเปรียบเสมือนลมหายใจของป่า บอกให้รู้ว่า ที่แห่งนี้มีชีวิต  เป็นอีกคืนที่ฉันหลับฝันดี (ไม่จาม ไม่ไอ ไม่แสบตา  ภูมิแพ้หายแล้วจ้า)

เช้าอีกวัน มีนัดกับเจ้าหน้าเพื่ออกไปส่องสัตว์ ที่จะออกมาหากิน
แต่ด้วยความเพลิดเพลินกับสัตว์น้อยใหญ่ระหว่างทาง ทำให้ฉันพลาดโอกาสนั้น  

นุ้ยขับรถไปเรื่อยๆ ระหว่างเจอเจ้านกยูง วิ่งผ่านหน้ารถ  ไปยืนอยู่ริมทาง

เจ้าหน้าเล่าให้ฟังว่าช่วงนี้ พึ่งผ่านช่วงฤดูผสมพันธุ์  เมื่อผ่านช่วงฤดูผสมพันธ์ นกยูงตัวผู้จะสลัดขนออก เหมือนตัวเมีย   ทำให้นุ้ยอดเห็นนกยูงรำแพน  

ขับรถไปตามเส้นทางเรื่อยๆ  ระหว่างทาง  ไม่ได้ทำให้นุ้ยรู้สึกเบื่อ เหงา เลย

เพราะมีกลุ่มผีเสื้อ  ออกมาบินอวดโฉม  หลากชนิด 

เจ้าหน้าที่ บอกว่า อีกไม่นานก็ถึงฤดูฝน เป็นช่วงเวลาของเหล่าผีเสื้อเลยละ  

เราจะสามารถเห็น ฝูงผีเสือ หลายสายพันธุ์เลยทีเดียว

ผ่านไม่านานนัก นุ้ยเดินทางมาถึง จุดที่เรียกว่าละเลิงร้อยรู   คราวนี้เกิดคำถามกันใช่มั๊ยคะ  ว่า ละเลิงร้อยรู คืออะไร 

ละเลิงร้อยรู้ เป็นคำที่มาจากภาษาเขมร 
ละเลิง  แปลว่า  ร่าเริง
ร้อยรูป   หมายถึง ตาน้ำที่ผุดขึ้นมาจากดิน เป็นร้อยๆ รู ปัจจุบัน กลาย เป็นแอ่งขนาดใหญ่  ที่คอยหล่อเลี้ยงป่าใช้ชุ่มชื่น  

และเป็นแหล่งหากินของสัตว์ป่าหลากชนิด  บริเวณนี้เป็นจุดที่ช้างออกมาอาบน้ำ เล่นน้ำ  แต่เสียดายที่วันนี้ นุ้ยไม่เห็นช้างออกมา  ได้ยินเพียงแค่เสียงอยู่ไกลๆ

เจ้าหน้าที่บอกนุ้ยว่าบริเวณทุ่งหญ้า ใกล้ละเลิงร้อยรูนี้  เป็นแหล่งหากินของสัตว์ป่าหลากชนิด  และเราอาจจะได้พบเจอกับวัวแดง  

และยังมีหอส่องสัตว์  ซึ่งนุ้ยควรมา จุดนี้ตั้งแต่เช้าตรู่  เพราะมีโอกาสสูงมากที่จะได้เห็นภาพ กระทิง  วัวแดง  ออกมาหากิน  

แต่นุ้ยมัวแต่ตื่นเต้นกับนกยูง ผีเสื้อ นกหลากชนิด  แต่มัวแต่อ้าปากค้าง ถ่ายไม่ทันสักชนิด

แต่นุ้ยก็ได้มาภาพนึงแบบเบลอ  นกกระแตแต้แว้ด เป็นนกที่มีเสียงร้องเป็นเอกลักษณ์มาก  แต่อันที่จริงตั้งใจถ่ายร่องรอย ขี้ช้าง ที่จะพบเจอได้ในทุก ทุกที่

นุ้ยเดินสำรวจละเลิงร้อยรู อยู่พักใหญ่  ก็กลับมายังหน่วยทำการฯ เพื่อเติมพลัง  

และมื้อเช้าของเรา เป็นผีมือของ พี่ยักษ์  เจ้าหน้าที่ ที่ประจำอยู่ที่หน่วยทำการพิทักษ์ป่าละเลิงร้อยรู ขอบอกอร่อยไม่แพ้ร้านอาหารร้านไหนเลยคะ 

หากใครมาเยือน หน่วยฯ ละเลิงร้อยรู  แล้วพักค้างคืน  สามารถจัดเตรียมหาอาหารมาปรุงที่หน่วยได้นะคะ  จะมีครัวให้ใช้  อย่างเมื่อวานก่อนเข้ามายังเขต นุ้ยได้แวะที่ตลาดโนนดินแดงเพื่อซื้อ อาหารสด อาหารแห้ง  ข้าวสารเข้ามา  เราสามารถปรุงเองได้เลย   แต่วันนี้พี่ยักษ์ใจดีเห็นนุ้ยออกไปตั้งแต่เช้า  เลยจัดเตรียมไว้ให้

นุ้ยชอบกาต้มน้ำนี้มาก  ไม่ได้เห็น ได้ใช้ชีวิตแบบนี้มานานแค่ไหนกันนะ  เหมือนเป็นการย้อนอดีตไปสมัยเด็กๆ  ที่ต้องก่อไฟในเตาอั้งโล่ ทุกครั้ง 
เจ้าหน้าที่คนนึงบอกว่า  กาต้มน้ำนี้ อยู่มาตั้งแต่ หน่วยพิทักษ์ป่า ก่อตั้งเลยทีเดียว

หลังจากเติมพลังการเสร็จ  ออกไปเดินยืดเส้นยืดเส้น สำรวจบริเวณ หน่วยทำการฯ  

นี่คือป้ายสัญลักษณ์มรดกโลกทางธรรมชาติ ที่ตั้งอยู่หน้าหน่วยฯ ละเลิงร้อยรู

บริเวณหน่วยฯ  จะมีทั้งบ้านพักไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว  รวมทั้งกลุ่มคนที่เข้ามาเพื่อช่วยกันอนุรักษ์ป่า ปลูกป่า สร้างโป่งเทียม ให้สัตว์ได้เป็นแหล่งหากิน 

ไฟของที่นี้ ใช้แผงโซล่าเซลล์ เก็บแสงอาทิตย์ ตอนกลางวัน ไว้ใช้ตอนกลางคืน  ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง สัญญาณโทรศัพท์ ก็ไม่มี   ความสะดวกสบายอย่าได้ถามหา 

แต่เจ้าหน้าที่ทุกคนของที่นี้ อยู่ได้อย่างมีความสุข บางคนอยู่ที่นี้มานับสิบปี  คุณว่าเป็นเพราะอะไรที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นอยู่ในป่าแห่งนี้ได้
มันไม่ใช่เพียงคำว่าหน้าที่  ไม่ใช่เพียงคำว่างาน   เพราะนุ้ยเชื่อว่า ถ้าไม่มีความรัก …..คุณจะอยู่ไม่ได้นาน  เพราะคุณสามารถขอโยกย้ายได้  แต่เขาเหล่านั้น กลับเลือกที่จะอยู่ จุดนี้  จุดที่คอยรักษาป่า เอาไว้  เพื่อลมหายใจทุกลมหายใจ

ได้เวลาออกไปเดินป่า ศึกษาธรรมชาติกันแล้วคะ  มีเจ้าหน้าที่ร่วมทางไปกับพวกเรา 2 คน  

และเจ้าหน้าอีก 3 คน ออกไปสำรวจป่าอีกเส้นทาง เพื่อตั้งกล้องอินฟาเรด เพื่อดักจับภาพสัตว์   เราเดินออกไปพร้อมกัน  เดินออกไปไม่ไกลนัก ก็ถึงทางเข้าสำหรับเส้นทางศึกษาธรรมชาติกันแล้วคะ 

เส้นทางป่าไม่ได้ราบเรียบ อย่างป่าที่นุ้ยเคยสำรวจมา

แต่ป่าที่นี้เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์  มีความหลากหลายทางชีวภาพ  ด้วยพืชนาๆ พันธุ์

ดอกไม้  ดอกหญ้า  ที่คอยแต่งแต้มสีสัน ให้ป่าสวยงาม

นุ้ยเดินไปเจอกล้วยไม้ดิน (หรือเปล่า) ดงใหญ่พอสมควร 

กำลังออกดอกบานสะพรั่ง เติมความหวาน ให้กับป่าได้ไม่น้อย

มีเห็ดหลากหลายชนิด 

บ้างก็ขึ้นอยู่บนพื้นดิน  บ้างก็ขึ้นอยู่บนขอนไม้แห้ง  

ทุกย่างก้าวในผืนป่าใหญ่นี้  นุ้ยสัมผัสได้ ถึงการถอยที่ ถอยอาศัย 

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า  กาฝากที่เกาะตัวอยู่ตามต้นไม้ 

สิ่งมีชีวิตทุกชีวิต  ต่างต้องพึ่งพิงกัน ไม่สามารถที่จะอยู่อย่างโดดเดียวได้เลย

ระหว่างการเดินสำรวจป่า  เจ้าหน้าที่ เล่าให้ฟังเกี่ยวกับต้นไม้ที่สำคัญ ๆ ในป่า   รวมทั้งไม้มีค่าทางเศรษฐกิจเช่น ไม้มะค่า, ไม้ประดู่, ตะเคียนหิน, ตะเคียนทอง, พยุง, เคี่ยมคะนอง ฯลฯ 
นอกจากนี้ยังมีพืช ไม้  อีกหลากชนิด ไม่ว่าจะเป็น กล้วยไม้  เฟิร์น หวาย ชนิดต่าง ๆ  

และปัญหาการบุกรุกตัดไม้ ทำลายป่า ยังคงมีเรื่อยๆ แม้ว่าจะพยายามป้องกัน มากแค่ไหน  อาจจะด้วยเพราะ ผืนป่าใหญ่ ขนาดสองแสนกว่าไร่ แต่เจ้าหน้าที่ทั้งหน่วยฯ  มีเพียงแค่ไม่กี่ชีวิต  การบุกรุกจึงทำได้ง่าย  ไม่เพียงแค่เพียงนายทุน ที่เข้ามาลักลอบตัดไม้มีค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น  ทั้งยังรวมถึงชาวบ้าน ที่เข้ามารุกล้ำ เพื่อใช้เป็นที่ทำกิน  จับจองพื้นที่ทำการเกษตร  ซึ่งจะเห็นได้จาก ป่ายูคาใกล้หน่วยฯ  และไร่มันสำปะหลัง ที่รุกล้ำเข้ามา

สัตว์น้อยใหญ่  ในป่าแห่งนี้ ล้วนมีความสำคัญ  ที่คอยเติมป่าให้เป็นป่า    คอยเติมสีสันให้ป่าสวยงาม 

หากเพียงหนึ่งชีวิตดับสูญ  อีกหนึ่งชีวิต ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว

เมื่อพูดถึงสัตว์ป่า เจ้าหน้าบอกว่าแม้ ป่านี้จะจะถูกทำลายไปเยอะ  แต่ก็ยังคงความอุดมสมบูรณ์  พบสัตว์ป่าสงวนหายากหลายชนิดเลยที่เดียว  ไม่ว่าจะเป็นกูปรี  เลียงผา   และสัตว์อีกหลายชนิดเลยทีเดียว ตะกวด ตะพาบน้ำ นิ่ม งู 

เจ้าหน้าที่ยังบอกว่านกก็มีอยู่ไม่น้อย นกขุนทอง, นกเงือก, นกหัวขวาน, นกปรอด, เหยี่ยวรุ้ง, นกเป็ดแดง และมีนักท่องเที่ยวมามาถ่ายรูปส่งนก กันพอสมควร

แต่สิ่งที่นุ้ยชอบมากที่สุดในป่านี้  คงจะเป็นผีเสื้อ  ที่มีอยู่มากมาย  บินวนไปมา  ช่างดูอ่อนหวาน  น่าค้นหา  

ด้วยสายพันธุ์ที่แตกต่าง   สีสันที่สวยสด 

ผีเสือตัวนี้จะพบเห็นได้เยอะมาก  เลยคะ  เดินไปจุดไหนก็เจอ

ตัวนี้ค่อนข้างหายาก  เดินกันนานเชียวกว่าจะได้เห็นสักตัว 

ไม่ว่าจะหุบ หรือจะกางปี  ผีเสือตัวนี้ก็สวยไม่แพ้ตัวไหนเลย

เธอช่างงดงามในทุกท่วงท่า  ว่าแต่ผีเสือแยกตัวผู้ตัวเมีย ยังไงน๊า

ทุกชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีเหตุมีผล  

แม้กระทั่งใบไม้ หนึ่งใบที่ร่วงหล่น ใช่ว่าจะไร้ค่า  แต่นั้นคือส่วนนึงของป่า คอยทับถมพื้นที่ ที่อยู่อาศัยของสัตว์หลายชนิด เติมเติมความสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ

ที่เห็นใช่เพียงแค่ต้นหญ้า  แต่นั้นคือต้นหญ้าที่ให้หมู่แมลง ได้หากิน พักพิง

ทุกเรื่องราว ย่อมมีความสำคัญ  ทุกอย่างมีเหตุผล  อย่ามองข้าม อย่าละเลย  

อย่างผีเสื้อตัวนี้  นุ้ยแทบมองไม่เห็น  ตอนเห็นก็คิดว่าเป็นเพียงร่องรอยเท่านั้น  แต่พอจ้องมองจริง  นั่นคือผีเสื้อที่มีชีวิต 

ต้นหญ้า ต้นนึงที่ไม่มีใครรู้จักชื่อ  กลับมีความสำคัญมากมายกับ หมู่ผีเสื้อ 

คุณค่าของชีวิต  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราตัดสิน  แต่ชีวิตทุกชีวิต มีค่า กับสิ่งที่คู่ควร

เส้นทางที่ฉันเดินในวันนี้ใช้เวลาเพียงชั่วโมงนิดๆ เท่านั้นเอง  
ออกมาเจอกับพี่ๆ เจ้าหน้าที่อีกกลุ่ม รออยู่ ริมถนน  

คุณคิดว่าภาพบรรยากาศแบบนี้คุณจะสัมผัสมันได้จากที่ไหน   นุ้ยแอบกรี๊ดในใจ 

เห็นมั๊ยว่าความสุขของคนเรา  ไม่จำเป็นเลย ที่จะต้องสะดวก สบาย นั่งในรถหรู เดินบนพื้นปูนซีเมนต์ 
เพราะ สิ่งเหล่า นั้น ไม่อาจสร้าง ความรู้สึกและบรรยกาศแบบนี้ได้

สิ่งที่เคลื่อนไหว  คือลมหายใจ คุณสัมผัสมันได้หรือเปล่า

ขากลับพิเศษกว่าตอนขาไป ตรงที่ เจ้ายานพาหนะ  3 ล้อคันนี้เลยคะ  พี่คนนี้คือพี่ยักษ์  ชื่อดุ หน้าตาดุ แต่หากลองได้คุย แล้วคุณจะหลงรักษ์พี่เขาเลยละ   เป็นคนอีกหนึ่งคนที่ฉันจะจดจำ  เพราะเขาคือคนพิเศษ คือคนที่รักษ์ป่า  รักษ์สัตว์  ทุกถ้อยคำ ทุกชื่อเรียก  ที่เอ่ย ถึงสัตว์ ของเขา  ฉันขอใช้คำว่าสัตว์ ของเขา  เพราะเขารักของเขาจริงๆ   ป่าแห่งนี้ก็เป็นป่าของเขา  เพราะเขารักษ์ป่าของเขาจริงๆ 

นี่คือยานพาหนะ ประจำหน่วยเลยก็ว่าได้  ยานพาหนะประจำตำแหน่ง ของชายรักษ์ป่า 

ขอบคุณพี่ๆ เจ้าหน้าที่ทุกคนมากๆ ผืนป่าแห่งนี้ ทำให้ฉันได้พบเจอความสนุก  ความสุข  และได้สัมผัสกับสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ ที่ไม่มีให้เรียนรู้ในห้องเรียนห้องไหนๆ ไม่มีให้พบเจอในสังคมเมือง  แต่มีอยู่ที่นี้  ผืนป่ามรดกโลก 

เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ที่ฉันได้ใช้ชีวิตอยู่ในป่าแห่งนี้ แต่กลับทำให้นุ้ยได้เรียนรู้อะไรมากมาย  ได้เห็นมุมมองที่ต่างออกไป   มุมที่น้อยคนจะได้มาสัมผัส  ต้นไม้ทุกต้น สัตว์ทุกตัว ส่วนประกอบทั้งน้ำ และฟ้า  ทุกอย่างคือลมหายใจของป่า คือชีวิตของป่า  

คุณได้ยินเสียงลมหายใจของป่าหรือยัง ….  แล้วคุณได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองมั๊ย

รักษ์ และห่วงแหนป่า  ให้เหมือนห่วงแหนลมหายใจของตัวเอง  เมื่อไหร่ที่ไม่มีป่า  เมื่อนั้นชีวิตเราคงสิ้นลมหายใจ 

…..ขอบคุณทุก ๆ การเดินทาง ที่สอนให้ฉันได้เรียนรู้ และรู้สึกรักทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น…..

ขอบคุณ สำหรับทุกกำลังใจ  
ขอบคุณ สำหรับทุกความเห็น
ขอบคุณ สำหรับทุกไลค์
ขอบคุณ สำหรับทุกแชร์
ขอบคุณ สำหรับโหวต
ขอบคุณ สำหรับทุกคนที่แวะเวียนเข้ามา
ขอบคุณ สำหรับพื้นที่การแบ่งปันแห่งนี้  
และ
ขอบคุณ ผืนป่า  ที่ให้ชีวิต  
ขอบคุณ ผืนแผ่นดิน ที่ให้ฉันได้พักพิง

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : อยากให้คุณได้รู้จัก “ป่าดงใหญ่…จังหวัดบุรีรัมย์” ผืนป่ามรดกโลก