วันอาทิตย์, 23 มิถุนายน 2567

เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ Switzerlandดินแดนในฝัน ครั้งแรกในชีวิต 3 วัน 3 คืน ไปที่ไหนได้บ้าง

เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ Switzerlandดินแดนในฝัน ครั้งแรกในชีวิต 3 วัน 3 คืน ไปที่ไหนได้บ้าง

เราเชื่อว่า…ทุกคนมีสถานที่ในฝัน

แบบว่า สักครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันอยากไปที่นี่

เราสองคนก็เช่นกันค่ะ แม้ว่าฝันของเราจะเปลี่ยน และโตขึ้นเรื่อยๆ

แต่ที่นี่ ยังเป็นคงเป็นปลายทางที่อยู่ในใจเรามาตลอด

จนกระทั่งตอนนี้ .. เราได้เจอกันแล้ว สวิตเซอร์แลนด์

.

ถ้าเขียนยาวหน่อยอย่ากว่ากันนะ แต่ก็อาจจะไม่ละเอียดเท่าที่ควร

แค่เริ่มมานุ้ยก็เริ่มสับสนกับการเขียนแล้ว ต้องเริ่มเล่าว่า จริงๆ แล้ว ทริปนี้ที่เกิดขึ้นได้เพราะความไม่ตั้งใจบนความตั้งใจ คือยุโรปครั้งนี้เป็นครั้งที่สองของเราสองคน  ซึ่งจะไปกับเพื่อนรวมทั้งหมด 8 คน แต่ปลายทางคือ 4 ประเทศที่ไม่ใช่สวิตเซอร์แลนด์   และนุ้ยก็เริ่มวางแผน เพิ่มจำนวนวัน เพื่อที่จะไปสวิตก่อนให้ได้ ซึ่งเพิ่มมาได้แค่ 4 วัน  หมดไปกับการเดินทาง 1 วัน เหลือวันเที่ยวจริงๆ แค่ 3 วัน   ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อน ๆ บอกว่า อย่าไปเลย มันไม่คุ้ม สวิตเที่ยว 3 วันยังไงก็ไม่พอ  รอไปเที่ยวแบบเต็มๆ เลยดีกว่า แต่ความดื้อ ความรั้น ความเอาใจ และคำว่าสถานที่ในฝัน มันเด่นชัดมากในความรู้สึก นุ้ยตัดสินใจไป และมีเพื่อนยอมไปด้วยอีก 3 คน รวมเป็น 5 คน สำหรับ สวิตเซอร์แลนด์ 3 วัน

และเป็น 3 วันที่นุ้ยกับต้นรู้สึกว่ามันคุ้มค่ามาก  สวิตเซอร์แลนด์ สวยเกินต้าน สวยแบบตะโกน สวยแบบไม่มีอะไรกั้น สวยจนเราพูดคำว่าสวยแบบนับครั้งไม่ได้   มันกลายเป็นภาพจำที่สำคัญมากอีกครั้งหนึ่งในชีวิตเของเรา ที่เรายืนจับมือกัน แล้วพูดว่า ในที่สุดเราก็ได้มายืนอยู่ตรงนะ  

และแน่นอนว่า เราจะได้เจอกันอีก  นี่ไม่ใช่คำสัญญา แต่มันคือเรื่องที่จะเกิดขึ้นจริง

.

เพ้อมาพักใหญ่ มาเข้าถึงสาระกันบ้างดีกว่า

ด้วยเวลาที่มีจำนวนจำกัด สถานที่ท่องเที่ยวของเราก็ต้องจำกัดไปด้วย ได้เที่ยวไม่เยอะมากนัก ก็เลยเลือกไปยังเส้นทางยอดนิยมก่อน และบางเส้นทางก็ถูกปิดเพราะเริ่มเข้าฤดูหนาวแล้ว  และเราเป็นพวกอ้อยอิ่ง ใช้เวลาแต่ละจุดนานมาก

คร่าวๆ ประมาณนี้  Interlaken , Zermatt , Matterhorn , Lauterbrunnen, Luzern City, Zurich City 

.

นุ้ยได้เจอคนไทยเยอะมาก ทั้งคนที่อยู่ที่โน่น และคนที่เป็นนักท่องเที่ยวแบบพวกเรา  ซึ่งมันเป็นความน่ารัก ที่เมื่อเห็นว่าเป็นคนไทยด้วยกัน จะเดินเข้ามาทักและพูดคุย โดยเฉพาะถ้าเห็นเรายืนงง จะมีเสียงคอยบอก คอยช่วยตลอด อย่างเช่น เปลี่ยนชานชลานะคะ  เปิดบ่ายโมงครับ  ป้ายหน้าค่ะ  เรือหยุดวิ่งนะครับผมเจอป้ายมา  ไปที่นี่มาหรือยังสวยมากเลย   และคนในสวิสเองก็ยิ้มแย้มทุกเรื่องดูเป็นเรื่องที่มีความสุขไปหมดเลย

และสำหรับการเดินทางในสวิตเซอร์แลนด์

ง่ายมากๆ เดินทางสะดวกมาก และสิ่งที่เราควรมีเลยคือ Swiss Travel Pass เป็นบัตรที่ใช้เดินทางโดยรถสาธารณะได้ทุกแบบเลย ไม่ว่าจะเป็นรสบัส รถไฟ รถราง เรือ ใช้ได้ทั่วประเทศแบบไม่จำกัด  มีให้เลือกตั้งแต่ 3 – 15 วัน และยังใช้เป็นส่วนลดสำหรับกิจกรรมต่างๆ ได้อีกด้วย  นุ้ยซื้อผ่าน KKday สะดวกมาก ซื้อปุ๊บใช้ได้ปั๊บ

เข้าไปดูรายละเอียดกันได้เลยค่ะ

https://bit.ly/3SjQUwm

หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KKday หรือ  Rail Europe

#KKdayTravel #KKday #KKdayแอปเดียวครบทุกกิจกรรมท่องเที่ยว

จะมีหลักๆ เลยคือ First Class และ Second Class ลักษณะการใช้เหมือนกัน

แต่ที่ต่างกันเห็นได้แบบชัดๆ เลยคือ First Class ที่นั่งใหญ่กว่า กว้างกว่า สบายกว่า  หน้าต่างใหญ่กว่าถ่ายรูปได้เต็มๆ ตาม และที่สำคัญ ชั้นหนึ่งคือโล่ง คนน้อย ทั้งตู้เป็นของเรา ไม่ต้องรีบวิ่งขึ้นหาที่นั่ง  จะเดินไปนั่งตรงไหน ถ่ายรูปตรงไหนก็ได้หมด และ First Class มีห้องน้ำด้วย  โดยเฉพาะวันที่เราต้องเปลี่ยนที่นอน ย้ายกระเป๋า คือสะดวกสุดๆ  รอบหน้าไปอีกก็เลือก First Class อีกนะ 

ก่อนจะเริ่มวันที่ 1 ต้องเล่าก่อนว่า เราเดินทางถึงอินเทอร์ลาเคน ตอนประมาณ 2 ทุ่ม นุ้ยจึงนับเป็นวันเดินทาง ไม่นับเป็นเที่ยวนะ วันที่นุ้ยเที่ยวเต็มวันจริงๆ มี 3 วันนะ

ถ้าพร้อมแล้วเริ่มเลย

Day 1 นุ้ยขอเริ่มต้นการเดินทางที่ Zermatt

ด้วยเวลาที่มีน้อยนิดของเราในวันนี้ และเรายังต้องเดินทางไกลจากอินเทอร์ลาเคนซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และยังดวงไม่ดีเจอช่วงที่ปิดทางรถไฟบางส่วน ทำให้ต้องนั่งรถบัส ใช้เวลาในการเดินทางเพิ่มขึ้น กว่าจถึง Zermatt เที่ยงจ้า กินข้าวโน่นนี่นั่น เดินเล่น เกือบบ่ายสองเราถึงจะได้ขึ้น Matterhorn

Zermatt เป็นเมืองชนบท ในเทือกเขาแอลป์ ซึ่งถ้าใครจะไป matterhorn จะต้องมาขึ้นรถไฟที่เมืองนี้ค่ะ  เมืองนี้เป็นเมืองที่ปลอดน้ำมัน คือรถที่ใช้ที่เมืองนี้จะเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด ไม่มีรถที่ใช้น้ำมันเลย ทำให้อากาศของที่นี่ บริสุทธิ์ที่สุด

ฉากหลังของหมู่บ้านก็ นั่นเลยค่ะ Matterhorn สวยมาก

สัญญาว่ารอบหน้าจะมานอนที่นี่ ใช้เวลาที่นี่ให้นานกว่านี้ และอยู่บน matterhorn ให้นานกว่านี้   

ไปต่อกันที่ไฮไลท์ของทริปนี้ดีกว่า นั่นคือการขึ้นเขา Matterhorn  เราสองคนลุ้นหนักมากว่าฟ้าจะเปิดมั้ย และแล้วฟ้าก็เปิดจ้า ฟ้าใส มีเมฆลอยมาบ้างเป็นช่วงๆ  การนั่งรถไฟขึ้นเขา Matterhorn จะมีค่าใช้จ่ายคนละ 110 CHF  แต่ถ้าเรามีสวิสพาสจะได้ลด 50% เหลือคนละ 55 CHF เท่านั้น

และขอย้ำแบบขีดเส้นใต้เลยว่าต้องนั่งทางขวาเท่านั้น วิวจะสวยแบบตะโกนไปตลอดเส้นทางเลย

ไม่ต้องถามเนอะว่าคุ้นกันมั้ย เห็นปุ๊บคือรู้เลยว่า เป็นสัญลักษณ์ที่อยู่บนกล่องช็อคโกแล็ต Teblerone นั่นเอง

เรานั่งรถไฟขึ้นมาทั้งหมด 4 สถานี ให้เราไปลงที่สถานีสุดท้ายเลยนะคะชื่อว่า Gornergrat หรือใครจะลงทุกสถานี เพื่อเก็บภาพแต่ละสถานีก็ได้น๊า  เวลาของนุ้ยมีไม่เยอะนัก เพราะไม่ได้นอนที่เซอร์แมท การเดินทางกลับอินเทอร์ลาเคนอีกยาวไกล เราจะอ้อยอิ่งไม่ได้ ไปสถานีสุดท้ายเลย

จะมีร้านขายอาหาร ของที่ระลึกด้วยน๊าแต่บอกก่อนว่า แพงมาก นุ้ยซื้อน้ำ 1 ขวดไป 6 CHF ยืนช็อคอยู่แปบนึงแต่มันก็ต้องกินจริงๆ

แม้จะบอกตัวเองว่าอย่างชักช้า แต่เราก็ยังสร้างเรื่อง 555   เราเลือกที่จะเดินลง จากสถานี Gornergrat  ไปยังสาถนที Rotenboden  เพราะระหว่างทางเราจะได้ถ่ายรูปรถไฟแบบนี้

และวิวระหว่างทางคือมันสวยมากจริงๆ ถ้าไม่เดิน เราจะไม่ได้รูปแบบนี้เลย

แต่การเดินลงใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ถ้าใจไม่สู้ แนะนำนั่งรถลงไปนะคะ


และสำหรับมุมนี้คือ Riffelsee ที่จะเห็นเงาะสะท้อน ขาเราล้าไปหมด เหลือแค่ 200 เมตร ไม่ยอมลงไปให้ถึงทะเลสาป ถ่ายมันจากข้างบนนี่แหละ ได้มาแค่ยอดแหลมๆ นิดนึง เอาไว้มาใหม่คราวหน้า

ซึ่ง Riffelsee  อยู่ที่ สถานี Rotenboden   นั่งรถลงมาจาก Gornergrat เพียง 1 สถานี แต่ถ้าใครอยากหาทำ เดินลงแบบนุ้ยก็ไม่ว่ากัน

และวันนี้ก็หมดไปอย่างรวดเร็ว ข้อเสียของการไปช่วงหน้าหนาวคือเวลาเที่ยวน้อย กว่าจะสว่างก็สาย และมืดเร็วเร็ว

และวันนี้กว่าจะเดินทางกลับไปถึงอินเทอร์ลาเคนหนักหนาเอาการ เกือบ 3 ทุ่มเช่นเคย

วันที่ 2

วันนี้สายชิลล์เที่ยวง่าย นั่งรถไม่ไกล ซึ่งวันนี้ของนุ้ยเริ่มที่ Lauterbrunnen เป็นหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขา ที่มีน้ำตกกลางหมู่บ้าน และยังมีลำธารไหลผ่าน  ซึ่งเป็นภาพที่เห็นเห็นกันบ่อยๆ ใน ไอจี หรือพินเทอเรส   ที่นี่ห่างจากอินเทอร์ลาเคนแค่ประมาณ 20 นาทีเท่านั้น ถ้าใครจะมาแบบวันเดียวทริป หรือครึ่งวันก็ทำได้แบบสบายๆ เลย  แต่นุ้ยแอบร้องไห้ไปหนึ่งกรุป ที่เรามีเวลาที่นี่ไม่เยอะมากนัก ได้แต่หันไปบอกพี่ต้นว่า รอบหน้าขอนอนที่หมู่บ้านนี่นะ อยากเห็นแสงทุกช่วงเวลาของที่นี่ขอเดินช้าๆ จิบชาอุ่น ดื่มด่ำกับธรรมชาติ และความน่ารักของหมู่บ้านนี้

เราใช้เวลาอยู่ที่นี่กับการถ่ายรูปนานมาก งงตัวเองอยู่เหมือนกัน คนอื่นบอกไม่มีอะไรใช่เวลาแค่แปบๆ แต่เรานานเหมือนเดิม ก็เราชอบอะเนอะ

จากจุดนี้ ยังสามารถไป Schilthorn และ Mürren ได้ด้วย แต่เราไม่ได้ไปต่อเพราะมีเวลามีจำกัด

แต่เราได้แอบแว๊บไปยัง Grindelwald แปบนึง ตอนแรกตั้งใจไป grindelwald first แต่ลืมดู

เขาพึ่งประกาศปิดเพราะเข้าสุ่ฤดูหนาวแล้ว เราก็ได้แค่ถ่ายรูปเล่นนิดหน่อย และรีบกลับมาที่ Interlaken แทน เพราะยังมีอีกหนึ่งปลายทางที่เราอยากไปมาก และคืนนี้ เราต้องเดินทางไปนอนที่เมืองลูเซิร์นด้วย จะชักช้าไม่ได้

Interlaken  เมืองที่เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากขนกระเป๋าไปทุกวัน ทุกคืน เหมาะที่จะใช้เป็นที่พักหลัก นอนหลายๆ คืนได้เลย   เพราะครั้งนี้นุ้ยก็นอนที่นี่ 2 คืน  เพราะไม่อยากขนกระเป๋า

แต่จริงๆ แล้ว Interlaken ไม่ได้เหมาะแค่สำหรับการเป็นทางผ่านเพื่อพักเท่านั้นนะคะ เพราะมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบทูน (Thun) และทะเลสาบเบรียนซ์ (Brienz) ล้อมรอบไปด้วยยอดเขา มีจุดให้เราท่องเที่ยวได้เยอะมาก อย่าง Iseltwald ก็เริ่มการเดินทางจากที่นี่  แต่ก็นั่นแหละ เรามีที่ดึงดูดใจเราเยอะมาก เรามีเวลาเดินเล่นในอินเทอร์ลาเคนแค่แปบ  แต่ดันชอบมากซะงั้น เพราะมันรู้สึกชิลล์ เหมือนเดินเล่นสวนสาธารณะแถวบ้าน 5555 บรรยากาศดีสุดๆ  และยังรายล้อมไปด้วย ร้านค้าร้านช้อปปิ้ง ร้านคาเฟ่ ร้านอาหารมากมาย

บรรยากาศดีเนอะ

ต่อมาที่นี่คือ  Iseltwald  พอคุ้นชื่อกันมั้ยคะ ที่นี่คือสถานที่ถ่ายทำซีรีย์เรื่อง crash landing on you  เป็นจุดนางเอกพระเอกได้เจอกันแต่ไม่ได้เจอ อะงง 5555  คือที่ที่พระเอกมานั่งเล่นเปียโน และนางเอกได้ยินเสียงเปียโนของพระเอกทำให้ไม่อยากฆ่าตัวตาย   ซึ่งการเดินทางไปที่ Iseltwald ทำได้ 2 วิธีคือนั่งเรือ และรถบัส การนั่งเรือคือล่องไปในทะเลสาป Brienz  แต่โชคดี และดวงดีเหมือนเดิม เรือหยุดวิ่งยาวจนถึงเมษายนปีหน้าค่ะ   ทางเลือกเดียวของเราคือนั่งรถบัส ใช้สวิสพาสได้ ขึ้นฟรีเลยจ้า ถ้าคนไม่แน่น แนะนำให้นั่งฝั่งซ้ายนะคะ เพราะวิวจะสวยตลอดเส้นทางเลย

มุมนี้ที่พระเอกนั่ง เล่นเปียโน แต่ตอนนี้มีแค่สะพาน ทุกคนที่มาก็มาถ่ายรูปกันมุมนี้แหละ นุ้ยไปถึงตอนเย็นๆ บรรยากาศดีแสงสวยมาก

ขอลาจากธรรมชาติเข้าเมืองกันสักหน่อย  คืนสุดท้ายในสวิสเรานอนกันที่ลูเซิร์น ตอนแรกตั้งใจจะไปใหถึงซูริค

แต่มีความรู้สึกว่า นอนลูเซิร์นก่อนละกัน จะได้เที่ยวเพิ่มขึ้นอีกนิด นี่แหละฉิ่งฉับทัวร์ของแท้

เพราะเรามีเวลาในลูเซิร์นถึงแค่ตอนเช็คเอ้าท์จากโรงแรมเท่านั้น รีบตื่น แล้วไปเดินเล่นกันริมแม่น้ำเลยจ้า

และที่พลาดไม่ได้คือ Chapel Bridge สะพานไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีอายุหลายร้อยปี เป็นสะพานไม้ที่ทอดข้ามแม่น้ำรอยส์ มีป้อมปราการแปดเหลี่ยมตั้งอยู่กลางสะพาน และ ทางเดินสะพานจะมีหลังคายาวตลอดเส้นทาง   เมื่อเราสองไปที่หลังคา จะมีภาพเขียนเกี่ยวประวัติความเป็นมาของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เก๋ไปอีก

ครึ่งวันเย็น ถือเป็นครึ่งวันสุดท้าย ในสวิสต์ เราเดินทางมาถึงซูริค เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์เรามาที่นี่เพราะคืนนี้เราต้องต่อรถไฟไปยังมิวนิคเพื่อเจอเพื่อนๆ สำหรับเริ่ม Road ต่ออีก 12 วัน

ในซูริคครึ่งวันสำหรับเรามันน้อยมาก เราใช้วิธีการเดินเล่นไปเรื่อยๆ จากสถานีรถไฟ ขาไปเดินทางฝั่ง เมืองเก่า ซึ่งต้องบอกก่อนว่า ซูริคถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งคือฝั่งเมืองเก่าและเมืองใหม่ โดยมีแม่น้ำลิมมัตขั้นกลาง

บรรยากาศก็ประมาณนี้เลย ผู้คนคึกคักมากๆ

และการเดินไปเรื่อยๆ ของเรา ก็ทำให้เรามาเจอร้านนี้ ฟองดูชีสคือน่าหม่ำมาก อดใจไม่ได้จริงๆ ยอมยืนรอคิวเกือบครึ่งชั่วโมง เพราะเรามากัน 5 คน และไม่ยอมแยกโต๊ะ อยากนั่งด้วยกันมันอร่อยกว่า

ชีสก็มาเป็นหม้อแบบนี้เลย อร่อยนะ แต่ค่อนข้างเลี่ยนและคาว  ถ้าคนที่ไม่ชอบชีสอาจจะกินไม่ได้

แต่นุ้ยชอบ ฟิน

และก็เดินเล่นไปเรื่อยๆ  ดูบ้านเมืองไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาเดินทาง

และนี่คือสวิตเซอร์แลนด์ครั้งแรกของเรา เวลาแค่ 3 วัน มันทำให้เราตกหลุมรักได้มากกว่าเดิม

และเราจะได้เจอกันอีกแน่นอน เร็วๆ นี้